วันอาทิตย์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2567

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม มอบนโยบายการปฏิบัติราชการหน่วยงานสังกัดกระทรวงยุติธรรมในพื้นที่จังหวัดสงขลา พัฒนาเรือนจำ/ทัณฑสถาน เป็นสถานที่พัฒนาพฤตินิสัยของผู้ต้องราชทัณฑ์ มอบโอกาสทางการศึกษา

(5 พฤษภาคม 2567) ผู้สื่อข่าวรายงานจาก ห้องประชุมเรือนจำกลางจังหวัดสงขลา ตำบลเขารูปช้าง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา ว่า เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ผ่านมา พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เดินทางมามอบนโยบายการปฏิบัติราชการหน่วยงานสังกัดกระทรวงยุติธรรมในพื้นที่จังหวัดสงขลา โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ เจ้าหน้าที่สังกัดกระทรวงยุติธรรม  และเครือข่ายภาคประชาชนให้การต้อนรับ 
สำหรับนโยบายสำคัญของ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้แก่ 1) การแก้ไขปัญหายาเสพติด 2) การแก้ไขปัญหาความยากจน หนี้สินครัวเรือน 3) การขจัดผู้มีอิทธิพล 4) การทำให้คนมีการศึกษา โดยหน่วยงานสังกัดกระทรวงยุติธรรม 3 หน่วยงาน คือ เรือนจำ สำนักงานคุมประพฤติ และสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ให้ความสำคัญในการดำเนินการเรื่องนี้
พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง กล่าวว่า จากข้อมูลสถิติผู้ต้องราชทัณฑ์ พบว่า สาเหตุจากการไม่จบการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นปัจจัยให้เกิดปัญหายาเสพติด และกฎหมายกำหนดให้เรือนจำจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานผู้ต้องขัง เพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติด จึงมีแนวทางให้เรือนจำ ดำเนินการ ดังนี้
1) ให้สำรวจผู้ต้องขังที่เรียนไม่จบการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ม.6 / ปวช.) 2) ให้สำรวจว่าเรือนจำมีครูผู้สอนหรือไม่ ? 3) ให้เรือนจำจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้ผู้ที่เรียนต่ำกว่า ม.6 / ปวช. โดยให้เรือนจำจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยไม่จำเป็นต้องเป็นหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ 4) ให้เรือนจำในพื้นที่จังหวัดสงขลา จัดทำหลักสูตรการศึกษาในจังหวัดสงขลา โดยมีตัวชี้วัดสำคัญ คือ อ่านออกเขียนได้ คิดเลขเป็น มีความสามารถทางภาษามากกว่า 2 ภาษา และมีวิชาชีพ และกำหนดเป็น Quick win ดำเนินการเสร็จเรียบร้อย ภายใน 3 เดือน และภารกิจของเรือนจำ/ทัณฑสถาน ในปัจจุบัน คือ เป็นสถานที่พัฒนาพฤตินิสัยของผู้ต้องราชทัณฑ์ โดยการให้โอกาสทางการศึกษา

SVL Group ส่งเสริมภาครัฐ ร่วมกิจกรรมวันแรงงานแห่งชาติจังหวัดประจวบฯ ประจำปี 2567

ผนึกความร่วมมือรัฐ เอกชน และประชาชน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ร่วมกับหน่วยงานราชการในสังกัดกระทรวงแรงงาน จัดงาน CSR โดยมีนายสมคิด จันทมฤก ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นประธานเปิดกิจกรรมวันแรงงานแห่งชาติจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ประจำปี 2567 มีเหล่าสถานประกอบกิจการ ลูกจ้าง และรัฐวิสาหกิจ รวมถึงตัวแทนจากผู้ใช้แรงงาน ชาวบ้านชุมชนม่องล่าย ในพื้นที่ อ.เมือง เข้าร่วมกิจกรรม 
ทั้งนี้ ส่วนงานทรัพยากรบุคคล และพนักงาน จากบริษัทในกลุ่มธุรกิจเอสวีแอล กรุ๊ป (SVL Group) ได้ไปร่วมกิจกรรม และมอบงบประมาณส่วนหนึ่ง พร้อมสนับสนุนน้ำดื่มในงาน ซึ่งมีกิจกรรม ประกอบด้วย การปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำคืนสู่ธรรมชาติ เพื่อฟื้นฟูสมดุลระบบนิเวศท้องทะเล, เก็บขยะปรับภูมิทัศน์ริมชายหาด บริเวณชายหาดชุมชนม่องล่าย กิจกรรมจัดขึ้น ณ ธนาคารปูม้า ชุมชนตาม่องล่าย อ.เมือง จ.ประจวบฯ
////////////////////////
ข่าว   ณัฐธภพ พันสาย  /  จ.ประจวบคีรีขันธ์    0649646443

สำนักงาน กสม. พื้นที่ภาคใต้จัดอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อการจัดการเรียนการสอนสิทธิมนุษยชนในระดับอุดมศึกษาให้บุคลากรทางการศึกษา อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัย ตามกรอบข้อตกลงความร่วมมือ

เมื่อวันที่ 25 – 26 เมษายน 2567 ที่โรงแรมต้นอ้อย แกรนด์ ตำบลคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติพื้นที่ภาคใต้ (สำนักงาน กสม. พื้นที่ภาคใต้) จัดกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการด้านสิทธิมนุษยชนเพื่อการจัดการเรียนการสอนสิทธิมนุษยชนในระดับอุดมศึกษา (กิจกรรมครั้งที่ 2) เพื่อให้อาจารย์ผู้สอนและบุคลากรด้านการศึกษาสามารถบูรณาการเรื่องสิทธิมนุษยชนไปประยุกต์ใช้ในการจัดทำหลักสูตร เนื้อหารายวิชา และออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษา โดยมี ผศ.สุชาติ  เศรษฐมาลินี กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นายไพโรจน์  พลเพชร นายพิทยา  จินาวัฒน์  นางสาวมณีรัตน์  มิตรปราสาท ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นางสาวรตญา  กอบศิริกาญจน์ รองเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และนายดนัย  มู่สา ผู้ทรงคุณวุฒิคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเป็นวิทยากรให้ความรู้ ทั้งนี้กิจกรรมดังกล่าวมีกำหนดการดังนี้
วันที่ 25 เมษายน 2567 นางสาวรตญา  กอบศิริกาญจน์ รองเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้กล่าวรายงานวัตถุประสงค์และการดำเนินการจัดกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ จากนั้น ผศ.สุชาติ  เศรษฐมาลินี กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวเปิดโครงการว่า เป็นการขับเคลื่อนกิจกรรมตามบันทึกข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนระหว่างสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (สำนักงาน กสม.) กับสถาบันวิชาการในพื้นที่ภาคใต้ จำนวน 6 สถาบัน ประกอบด้วย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี มหาวิทยาลัยฟาฏอนี มหาวิทยาลัยทักษิณ และมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี โดยมีกิจกรรมให้ความรู้หัวข้อ ดังนี้ 1) สิทธิทางการศึกษา บทบาทของบุคลากรในสถานศึกษาต่อสิทธิมนุษยชนและแนวปฏิบัติด้านสิทธิมนุษยชนในสถาบันอุดมศึกษา 2) หลักสิทธิมนุษยชนสากลและกลไกการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน บริบทของสิทธิมนุษยชนกับความมั่นคงจากระดับสากลสู่การเรียนการสอนในพื้นที่พหุวัฒนธรรม และ3) กิจกรรมระดมความคิดเห็นตามกรณีศึกษาในหัวข้อหลักสิทธิมนุษยชนสากลและกลไกการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน บริบทของสิทธิมนุษยชนกับความมั่นคงจากระดับสากลสู่การเรียนการสอนในพื้นที่พหุวัฒนธรรม และกิจกรรมระดมความคิดเห็นตามกรณีศึกษา 
กิจกรรมในวันที่ 26 เมษายน 2567 เป็นการเสริมสร้างความรู้เรื่องสิทธิชุมชน สิทธิในที่ดิน และความเหลื่อมล้ำ/ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน สิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) และสิทธิเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ICESCR)
และในช่วงท้ายของการอบรม เป็นการระดมความคิดเห็น เพื่อให้อาจารย์ผู้สอน และบุคลากรด้านการศึกษาได้นำความรู้ ความเข้าใจ ความตระหนักในหลักการสิทธิมนุษยชนและกรณีศึกษา ไปประยุกต์ใช้ในการจัดทำหลักสูตร เนื้อหารายวิชา และออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษาตามรายวิชาที่ผู้เข้าอบรมรับผิดชอบได้ โดยสำนักงาน กสม.พื้นที่ภาคใต้ จะได้ติดตาม สนับสนุนการจัดทำหลักสูตร/รายวิชา สำหรับผู้เข้ารับการอบรม และสรุปผลการจัดโครงการฯ รายงานต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเพื่อทราบต่อไป

สวนนงนุชพัทยาเนรมิต “สวนมิตรภาพ” (Friendship Garden)สถานทูตคาซัคสถาน เป็นสถานฑูตล่าสุดลำดับที่15

            นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา ได้นำทีมเข้าปรับปรุงภูมิทัศน์สวนมิตรภาพสถานทูตคาซัคสถาน ประจำประเทศไทย (Friendship Garden) ณ สถานกงสุลใหญ่สถานทูตคาซัคสถานประจำประเทศไทย แห่งใหม่ตั้งอยู่ที่   อาคาร P23 ชั้น 20 1/2 ซอยสุขุมวิท 23 คลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110
                          โดยมี Mr. Arman Issetov   เอกอัครราชทูตคาซัคสถาน  ประจำประเทศไทย อำนวยความสะดวกให้เข้าดำเนินการ  พร้อมขอบคุณทางสวนนงนุชพัทยาที่สรรสร้างสิ่งดีงาม เสมือนดั่งมิตรไมตรี ที่มีต่อกันมายาวนาน ให้คงอยู่อย่างมั่นคงมีสุข และเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับ        สาธารณรัฐคาซัคสถานมีความสัมพันธ์ทางการทูตมายาวนานมากกว่า 30ปี
             ทั้งนี้สวนนงนุชพัทยา ได้นำต้นไม้ วัสดุปลูก กระถางและอุปกรณ์ต่างๆเข้าประดับตกแต่งสถานที่ ในครั้งนี้จะเป็นการสร้างพื้นที่สีเขียวภายในอาคาร   และต้องคัดสรรพันธุ์ไม้ให้เหมาะสมกับสถานที่และง่ายในการดูแล    และอยู่ในแนวคิด Friendship Garden เป็นการจัดสวนในสถานฑูตลำดับที่ 15 และถือว่าเป็นสวนแรกของปี 2567

ศรีสะเกษ ผช.รมต.ประจำกระทรวงศึกษาธิการ ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจผู้เข้าสอบคัดเลือกครูผู้ช่วย

กรณีที่มีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษ สังกัด สพฐ.เน้นย้ำให้ความมั่นใจการสอบคัดเลือก ต้องโปร่งใส เป็นธรรม
เมื่อเวลา 07.30 น.วันที่ 4 พ.ค.67 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ ร.ร.อนุบาลศรีสะเกษ อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ ซึ่งเป็นสถานที่สอบคัดเลือกเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่ง ครูผู้ช่วย กรณีที่มีความจำเป็น หรือมีเหตุพิเศษ สังกัด สพฐ. ปี พ.ศ.2567 ซึ่งบรรยากาศเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยก่อนที่จะอนุญาตให้ผู้เข้าสอบเข้าไปในห้องสอบ เจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สภ.เมืองศรีสะเกษ ได้นำเอาเครื่องตรวจโลหะและตรวจสัญญาณคลื่นวิทยุมาทำการสแกนตรวจผู้เข้าห้องสอบทุกคนอย่างละเอียด เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ผู้ที่มาสอบนำเอาสิ่งที่เป็นการทุจริตในการสอบเข้าไปในห้องสอบได้อย่างเด็ดขาด
ต่อมา เวลา 09.00 น.วันเดียวกันนี้ ดร.สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยม และให้กำลังใจคณะกรรมการดำเนินการสอบคัดเลือกฯ และผู้เข้ารับการสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่ง ครูผู้ช่วย กรณีที่มีความจำเป็น หรือมีเหตุพิเศษ สังกัด สพฐ. ปี พ.ศ.2567 โดยเน้นย้ำให้ความมั่นใจการสอบคัดเลือกฯ ต้องโปร่งใส เป็นธรรม โดยมี ดร.ชอุ่ม กรไกร ประธาน อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 1 พร้อมด้วย นายสุเทพ ศรบุญทอง ผอ.สพป.ศรีสะเกษ เขต 1 ดร.พีระพรรณ ทองศูนย์ น.ส.ธรรศญา หล่าอุดม นางปุณิกา ธรรมนูญ นายชาณุวัติ ศรเพชร รอง ผอ.สพป.ศรีสะเกษ เขต 1 นายสุรชาติ ทอนศรี ผอ.ร.ร.อนุบาลศรีสะเกษ ประธานกลุ่มเครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษาแบบบูรณาการ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 1 และคณะกรรมการดำเนินการสอบคัดเลือกฯ ให้การต้อนรับ
นายสุเทพ ศรบุญทอง ผอ.สพป.ศรีสะเกษ เขต 1 กล่าวว่า ตามที่ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 1 เปิดรับสมัครสอบคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่ง ครูผู้ช่วย กรณีที่มีความจำเป็น หรือมีเหตุพิเศษ สังกัด สพฐ. ปี พ.ศ.2567 โดยเปิดรับสมัคร ระหว่างวันที่ 5 – 11 เม.ย.2567 ไม่เว้นวันหยุดราชการ จำนวน 8 กลุ่มวิชาเอก 17 อัตรา คือ คณิตศาสตร์ ภาษาไทย วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา พลศึกษา ดนตรี/ดนตรีศึกษา ประถมศึกษา ปฐมวัย และมีกำหนดการสอบภาค ก และภาค ข ในวันที่ 4 พ.ค.2567 สอบสัมภาษณ์ ในวันที่ 5 พ.ค.2567 โดยมีผู้สมัครสอบคัดเลือก จำนวน 183 คน 
ผอ.สพป.ศรีสะเกษ เขต 1 กล่าวต่อไปว่า ตนได้วางมาตรการเข้มในการป้องกันการทุจริตการสอบคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่ง ครูผู้ช่วย กรณีที่มีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษ โดยห้ามมิให้ ผอ.สพป.ศรีสะเกษ เขต 1 รอง ผอ.สพป.ศรีสะเกษ เขต 1 ผอ.ร.ร.รอง ผอ.ร.ร.นำข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และเจ้าหน้าที่ เข้าไปเกี่ยวข้องหรือกระทำการใด ๆ ที่มีเจตนาเป็นการกวดวิชา จัดทำเอกสารจำหน่าย แจก หรือกระบวนการอื่นใด ที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้สอบโดยเด็ดขาด และมิให้มีการแสวงหาผลประโยชน์ทับซ้อนทุกกรณี หากมีการพบเห็น ตรวจสอบ จะถือว่า “เป็นผู้มีความผิดวินัยร้ายแรง”  
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ในช่วงนี้ จ.ศรีสะเกษ มีสภาพอากาศที่ร้อนจัด เพื่อเป็นการช่วยผ่อนคลายอากาศร้อนแก่ผู้เข้าสอบ และจะได้มีสมาธิในการทำข้อสอบ จึงได้จัดห้องสอบทุกห้องเป็นห้องสอบที่มีเครื่องปรับอากาศ สร้างความพึงพอใจให้แก่ผู้เข้าสอบเป็นอย่างมาก ซึ่งการดำเนินการสอบคัดเลือกฯ ในครั้งนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย สุจริต โปร่งใส เชื่อถือได้สูงสุด///////
ภาพ / ข่าว  ศิริเกษ  หมายสุข  ผู้สื่อข่าวประจำ  จ.ศรีสะเกษ

จ.อุตรดิตถ์ ชาวบ้านในพื้นที่อำเภอลับแล ไปสวนกลับมา พบซากปรักหักพัง ไม่เหลือแม้โครงบ้านที่เคยอยู่อาศัย

เมื่อวันที่ 4 พค.2567 นายศิริวัฒน์ บุปผาเจริญ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์พร้อมด้วยนายภูริวัจน์ โชตินพรัตน์ นายอำเภอลับแล และเจ้าหน้าที่ปกครองส่วนท้องถิ่น ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจ นายมานัส นาคหมู อายุ 63 ปี ซึ่งอาศัยอยู่บ้านนารี บ้านเลขที่ 95/4 หมู่ที่ 3 ต.ฝายหลวง อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ ซึ่งถูกพายุฤดูร้อนพัดถล่มเมื่อช่วงเย็นวันที่ 3 พค.ที่ผ่าน ซึ่งบ้านได้ถูกลมพายุกระโชกจนพังได้รับความเสียหายทั้งหลัง และอุปกรณ์ของใช้ภายในบ้านตลอดถึงรถจักรยานยนต์ที่ใช้ขับในการประกอบอาชีพเกษตรพังเสียหายยับเยิน ทั้งนี้เพื่อเร่งให้ความช่วยเหลือ ซ่อมแซมบ้านให้อยู่อาศัยได้ต่อไป โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สภ.ลับแล เจ้าหน้าที่จากสาธารณสุข อำเภอลับแล เจ้าหน้าที่จาก อบต.ฝายหลวง เจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลฝายหลวง ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ตำบลฝายหลวง ร่วมให้การต้อนรับพร้อมลงพื้นที่ออกเยี่ยมให้กำลังใจผู้ประสบภัยในครั้งนึ้
ทางด้านนายมานัส นาคหมู เจ้าของบ้านที่ได้รับความเสียหาย เล่าว่า ขณะที่ตนเองไปรดน้ำที่สวนทุเรียนซึ่งต้องขับรถขึ้นไปบนดอยหลายกิโล ในช่วงค่ำระหว่างรดน้ำทุเรียนเกิดฝนตกหนัก ลมพายุแรงมาก ประกอบกับมีเสียงฟ้าร้องฟ้าผ่าอยู่ตลอด จนเกิดไฟฟ้าดับในหลายๆพื้นที่ตนเองจึงตัดสินใจนอนที่กระท่อมภายในสวนทุเรียน เพราะห่างเดินทางกลับคงไม่ปลอดภัย ซึ่งในขณะนั้นเป็นเวลาที่มืดค่ำแถมยังมีพายุฝนลมกันโชกแรงอย่างมาก  และไฟฟ้าก็ดับอีกด้วย จึงตัดสินใจนอที่กระท่อมที่อยู่ภายในสวนทุเรียน พอถึงช่วงเช้าของวันที่ 4 พค.หลานชายได้ขับรถจักรยานยนต์มาบอกว่า เมื่อคืนลมพายุพัดบ้านจนพังแล้วให้รีบกลับบ้านด่วน ตนตกใจมากจึงรีบเดินทางกลับบ้านโดยทันที และก็ได้พบแต่ซากปรักหักพัง ไม่เหลือโค้งเค้าบ้านที่ตนอยู่ไว้เลย
ในขณะที่ นายศิริวัฒน์ บุปผาเจริญผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ ได้มีคำสั่งการ ในการแก้ไขปัญหา จากการเกิด พายุลมแรง ฝนฟ้าคะนอง จนทำให้เกิด ความเสียหายในวงกว้าง ในช่วงที่ผ่านมา
ตามที่ได้เกิดสถานการณ์พายุฤดูร้อน และลมกระโชกแรง ขึ้นเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2567 เวลาประมาณ 16.30 น. ก่อให้เกิดความเสียหายต่อบ้านเรือน สถานที่ราชการ วัด โรงพยาบาล พืชผลทางการเกษตร เพื่อเป็นการให้ความช่วยเหลือและบรรเทาความเดือนร้อนของประชาชน
จึงให้ กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยอำเภอที่ประสบภัย ดำเนินการ ดังนี้
1. เร่งสำรวจความเสียหายในพื้นที่และรายงานในแบบรายงานเหตุด่วนสาธารณภัย ไปยัง สนง.ปภ.อต ภายในวันที่ 4 พค 67
เพื่อประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย/เขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน
2. เตรียมความพร้อมเครื่องมืออุปกรณ์ เครื่องจักรกล กำลังพลพร้อมให้ความช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมงเมื่อได้รับการร้องขอ


//นาคา คะเลิศรัมย์/รายงาน//

วันเสาร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2567

สุพรรณบุรีวงจรปิดจับภาพโจรแสบลักทุเรียนหนีถูกจับได้ทำมึนนอนสลบ

ที่จังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อเวลาประมาณ 23.30 น.วันที่ 4 พ.ค.2567 เจ้าหน้าที่ศูนย์วิทยุมูลนิธิเสมอกันกู้ภัยสุพรรณบุรี ได้รับแจ้งเหตุรถจักรยานยนต์พลิกคว่ำมีผู้ได้รับบาดเจ็บที่ถนนสายโพธิ์พระยา-วังยาง สายเก่า ตำบลโพธิ์พระยา อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จึงประสานกำลังเข้าตรวจสอบเพื่อช่วยเหลือ 
ที่เกิดเหตุอยู่ใกล้กับสี่แยกไฟแดงตลาดโพธิ์พระยา พบร่างผู้บาดเจ็บนอนแน่นิ่งอยู่ใกล้กับรถจักรยานยนต์แบบหญิง หมายเลขทะเบียน 1 กบ 4873 สระบุรี ล้มอยู่ มีกระเป๋าสะพายสีดำตกอยู่ภายในกระเป๋ามีทุเรียนอยู่ 2 ลูกและที่ใต้เบาะนั่งอีก 1 ลูก ส่วนคนขับทำท่าเหมือนคนสลบ มีบาดแผลถลอกบริเวณศีรษะเจ้าหน้าที่พยายามเรียกให้ตื่นเพื่อสอบถามอาการและข้อมูลเบื้องต้นแต่คนเจ็บไม่ยอมพูดจา นอนนิ่งเหมือคนสลบอย่างเดียว หลังปฐมพยาบาลเสร็จกำลังจะนำขึ้นรถกู้ภัยเพื่อไปส่งโรงพยาบาล
ระหว่างนั้นมีนายโรจนวิทย์ ทวนทอง อายุ 31ปี ได้บอกกับเจ้าหน้าที่กู้ภัยว่าผู้บาดเจ็บคือคนร้ายที่ก่อเหตุขโมยทุเรียนของตน จำนวน 3 ลูกจากตลาดสดโพธิ์พระยาและหลบหนีมาประสบอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ล้มได้รับบาดเจ็บ ขอให้แจ้งตำรวจมาจับตัวไปดำเนินคดีให้ด้วย เจ้าหน้าที่กู้ภัยจึงเปลี่ยนที่หมายจากโรงพยาบาลเป็นโรงพักแทนเพราะผู้บาดเจ็บอาการไม่สาหัส เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวน จากจุดเกิดเหตุไปจนถึงโรงพักผู้บาดเจ็บไม่ยอมตอบคำถามใดๆของกู้ภัยได้แต่นอนนิ่งกระทั่งไปถึงโรงพักก็ไม่ยอมเดินเจ้าหน้าที่กู้ภัยจึงช่วยกันหามขึ้นไปส่งให้ตำรวจ
พ.ต.ท.วัฒนา แก้วเจริญ รองผู้กำกับสอบสวน สภ.เมืองสุพรรณบุรี เจ้าของคดีกล่าวว่า เบื้องต้นได้สอบสวนผู้บาดเจ็บก็ยังไม่ยอมพูด จนต้องให้ตำรวจสายตรวจมาขู่จึงยอมพูดโดยบอกเพียงว่าชื่อนายสุทัศน์ เจ็ดกริช อายุ 45ปี ไปขโมยทุเรียนเพราะอยากกิน จากนั้นก็ไม่ยอมพูดอะไรและนอนต่อเหมือนคนสลบเบื้องต้นได้แจ้งข้อกล่าวหาลักทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยใช้ยาพาหนะ 
ทางด้าน นางวันเพ็ญ ทวนทอง 63ปี แม่ค้าขายทุเรียนอยู่ตลาดสดโพธิ์พระยา ผู้เสียหายเล่าว่าตนขายทุเรียนมานานตั้งแต่จำความได้กระทั่งถึงปัจจุบันไม่เคยถูกขโมยของเพราะตนเป็นคนชอบช่วยเหลือคนอื่นชอบทำบุญ บางครั้งลูกค้ามาซื้อทุเรียนเงินไม่พอจ่ายตนก็ยกให้ หรือบางครั้งคนแก่ยากจนพาหลานมาเดินตลาดหลานบอกอยากกินทุเรียนตนก็ให้ฟรีๆ แต่ครั้งนี้หลังจากตนปิดแผงขายผลไม้กลับบ้านได้ประมาณ 1 ชั่วโมงสัญญาณจากกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งไว้ที่แผงขายผลไม้ซึ่งมีทั้งแตงโมง ส้มโอ และทุเรียน ก็แจ้งเข้ามาที่โทรศัพท์มือถือ จึงเปิดดูก็เห็นคนร้ายเป็นชายเข้ามาขโมยทุเรียนเกรดเอ ที่เก็บไว้ในเข่งใต้โต๊ะ ซึ่งผลของตนไม่ได้เก็บกลับบ้าน จึงให้ลูกชายออกไปดู ก็พบว่ามีพ่อค้าที่ขายของอยู่ตลาดเดียวกันบอกลูกชายว่ามีคนร้ายขโมยทุเรียน จึงช่วยกันขี่รถจักรยานยนต์ไล่ตาม
หลังจากที่คนร้ายขับรถจักรยานยนต์หนีไปได้ประมาณ 800 เมตร รถจักรยานยนต์ของร้ายเกิดล้มลูกชายและพ่อค้าที่ตามไปก็ช่วยกันจับตัวคนร้ายไว้ได้ แต่คนร้ายแกล้งทำเป็นเจ็บหนักจนสลบ ครั้งแรกตนคิดจะไม่เอาเรื่องเพราะคิดว่าคนร้ายขโมยทุเรียนไป 1ลูกแต่พอเห็นคนร้ายย้อนกลับมาเอาทุเรียนซึ่งเป็นทุเรียนเกรดเอ ซื้อมาจากสวนนายอำเภอที่จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งราคาแพง ทุเรียนที่คนร้ายขโมยไป 3ลูกคิดเป็นเงินกว่า 2,000 บาท จึงให้ตำรวจดำเนินคดีเพราะถ้าปล่อยไว้คนร้ายอาจไปก่อเหตุกับคนอื่นอีก

นายโรจนวิทย์ ทวนทอง 31ปีลูกชายผู้เสียหายกล่าวว่าขณะกำลังนอนหลับแม่มาปลุกบอกมีคนร้ายขโมยทุเรียนที่แผงในตลาดโพธิ์พระยา จึงรีบออกไปดูก็พบพ่อค้าที่ขายของอยู่ตลาดเดียวกันกำลังขี่รถไล่ตามคนร้ายและบอกว่าเป็นคนร้ายที่ขโมยทุเรียนของตน จึงช่วยกันติดตามกระทั่งรถคนร้ายล้มและจับตัวได้พร้อมของกลาง ซึ่งก่อนหน้าที่คนร้ายจะมาขโมยทุเรียนของตน ก็มีเหตุการณ์คนร้ายมาขโมยของพ่อค้าแม่ค้าในตลาดโพธิ์พระยาแต่ยังจับตัวผู้ก่อเหตุไม่ได้ผู้เสียจึงมาซุ่มดูก็พบคนร้ายมาขโมยของตนจึงไล่ตามจับแต่คนร้ายไม่ยอมพูดทำเป็นว่ารถล้มสลบ อยากบอกคนร้ายว่าให้รู้จักทำมาหากินเหมือนคนอื่นเขามีงานให้ทำเยอะแยะ  มือเท้าก็ดีครบไม่ได้พิการ ชาวบ้านเขาเดือดร้อน
ทางด้านนายจิรโชติ จำปาเงิน อายุ19 ปี อาสาสมัครมูลนิธิเสมอกันกู้ภัยสุพรรณบุรี ที่ไปช่วยคนเจ็บกล่าวว่า ตอนแรกได้รับแจ้งว่ามีรถจักรยานยนต์แหกโค้ง จึงนำกำลังมาตรวจสอบ พอมาเจอพบว่านอนเหมือนสลบนึกว่าอาการโคม่า  มีบาดแผลรอยถลอกที่ศีรษะ เลือดออกเล็กน้อย จึงประเมินอาการคนเจ็บตามหลักของ สพฉ.โดยการใช้มือกดลิ้นปี่ คนไข้กลับสดุ้ง และร้องโอ้ย จึงรู้ว่าแกล้งทำสลบ  แต่ก็เรียกไม่ยอมลุก จึงต้องทำการอุ้มคนไข้ใส่เปล ไปโรงพัก ถึงโรงพักก็ยังไม่ยอมตื่น ทำนอนไม่รู้ไม่ชี้ ถามอะไรไม่ยอมตอบ จนต้องอุ้มเข้าห้องขังเอาไว้ก่อน  ซึ่งตนก็ไม่เคยเจอเคสแบบนี้มาก่อน นับว่าคนร้ายรายนี้แสบสุดตั้งแต่เคยพบเจอมา
//ภัทรพล  พรมพักสุพรรณบุรี//

ศรีสะเกษ นายอำเภอขุนหาญบุกตรวจสอบจุดความร้อน Hotspot ที่เกิดขึ้นในเขตพื้นที่อำเภอขุนหาญ ณ บริเวณทุ่งกบาลกะไบและหมอกควันที่เกิดจากการเผาป่าของประเทศเพื่อนบ้าน

เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2567  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่หอประชุมที่ว่าการ อ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ  นายสุกิจ  เหลืองสกุลไทย นายอำเภอขุนหาญ เปิดเผยว่า ตนพร้อมด้วย นายบัญชา  ประเสริฐศรี หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าพนมดงรัก ร้อยเอกบัณฑิต  โยดิน ผู้บังคับกองร้อยทหารพรานที่ 2609 นายจุติเพชร  บุญเนตร ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบจุดความร้อน Hotspot ที่เกิดขึ้นในเขตพื้นที่อำเภอขุนหาญ ณ บริเวณทุ่งกบาลกะไบ และฐานปฏิบัติการเนิน 620 กองร้อยทหารพรานที่ 2609 ตำบลบักดอง อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ  
นายอำเภอขุนหาญ เปิดเผยต่อไปว่า ซึ่งจากการลงพื้นตรวจสอบสถานการณ์ฝุ่นละออง และหมอกควันที่เกิดจากการเผาป่าของประเทศเพื่อนบ้านเริ่มจางลงและมีแนวโน้มดีขึ้น พร้อมทั้งได้ประสานความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ให้ปฏิบัติหน้าที่เฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและรายงานให้อำเภอทราบเป็นระยะ พร้อมนี้ ได้มอบเครื่องดื่ม เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในการเฝ้าระวังไฟป่าจากประเทศเพื่อนบ้าน   และเวลาประมาณ 15.30 น.ของวันที่ 3 พ.ค.2567 ตนได้รับรายงานว่ามีฝนตกบริเวณเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าพนมดงรัก และตำบลบักดอง ตำบลพราน ตำบลห้วยจันทร์ ทำให้สถานการณ์ Hotspot มีแนวโน้มดีขึ้นตามลำดับ และสวนทุเรียนในพื้นที่ได้รับน้ำหล่อเลี้ยงต้นคลายความร้อนและขาดแคลนน้ำในระดับหนึ่ง////
ภาพ / ข่าว ศิริเกษ  หมายสุข ผู้สื่อข่าวประจำ จ.ศรีสะเกษ