วันพฤหัสบดีที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2566

พิษณุโลก ตำนาน”พระสมเด็จ” พุทธคุณครอบจักรวาล คนเล่นพระต้องศึกษา หลากพิมพ์ล้วนมีเรื่องราว

   
     ทว่าเซียนพระ”มักมองว่า พระของตนนั้นดี องค์อื่น ตีเก๊บ้าง? ไม่ถึงยุคบ้าง? กลายเป็นชั้นเชิงเสน่ห์คนเล่นพระ  ว่ากันว่า ใครจะเล่นพระเครื่อง โดยเฉพาะ”พระสมเด็จ”นั้น”เสร็จทุกราย” อาจเป็นเพราะพระเนื้อดินนั้นดูยาก พระเก๊ มากกว่าพระแท้  เพราะจริงๆพระสมเด็จนั้นก็มีอยู่หลายพิมพ์ หลายยุคหลายสมัยก่อน เรียกว่า พระก่อนที่บรรดาเซียนเกิดด้วยซ้ำ จึงอนุมานว่า ใครเล่นพระสมเด็จนั้นต้องถึง..จริงๆ ส่วนพุทธคุณจะเป็นอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับศรัทธา อีกมุม คนคล้องพระสมเด็จเป็นล้าน ก็ถูกยิงคารถเก๋งหรือตกเครื่องบินมีมาแล้ว  
     สืบค้นตามประวัติ”หลวงปู่โต”ต้องเริ่มนับจากพระชาวบ้านธรรมดาๆ เกิดสมัย ร.1 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ที่บ้านท่าหลวง อยุธยา บวชเณร ทว่ายุคนั้นได้รับพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้า ร.1 ให้เป็น นาคหลวง อุปสมบท ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม นาม”สมเด็จโต” พอปี พ.ศ.2394 ยุค ร.4  เป็นเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม จึงเป็นที่มา สมเด็จโต วัดระฆัง และได้รับพระราชทานสูงสุด เป็นสมเด็จพระพุฒาจารย์ เมื่อ พ.ศ.2407  มรณภาพ พ.ศ.2415 ยุคสมัยของรัชกาลที่ 5 ที่วัดเก่าบางขุนพรหม สิริอายุ 84 ปี
เรื่องราวของ สมเด็จโตได้สร้างพระเครื่องสมเด็จวัดระฆังรุ่นต่างๆ ครั้นเมื่อท่านสมเด็จฯ ขึ้นไปเยี่ยมญาติที่จังหวัดกำแพงเพชร ถือเป็นอีกเมืองที่มีโบราณวัตถุทางพุทธศาสนา มีการสร้างพระพิมพ์ด้วยเนื้อผงขาว ซึ่งต่อมาเรียกกันว่า เนื้อพระสมเด็จ เนื้อหลักๆเป็นปูนขาว (ปูนหิน) ผสมวัตถุมงคลอาถรรพณ์ที่เรียกว่า ผงวิเศษหรือผงพุทธคุณ ตัวประสานหรือยึดเกาะด้วย น้ำมันอิ๊ว 
         จากข้อมูลสืบค้น ประวัติสมเด็จพระพุฒาจารย์โต ถือว่า คน 5 แผ่นดินคือเกิดในสมัยรัชกาลที่ 1 และมรณภาพต้นรัชกาลที่ 5  สร้างพิมพ์ทรงของพระสมเด็จโตมากถึง 73 พิมพ์ เรียกว่า ปลุกเสกด้วยตัวตนเอง พอออกไปบิณฑบาตก็นำติดตัวไว้แจกญาติโยมที่ใส่บาตร ต่อมาจนเป็นที่กล่าวขานพุทธคุณด้านโภคทรัพย์ เมตตามหานิยม คงกระพันชาตรีฯลฯ ครบครอบจักรวาล
      พระสมเด็จแบ่งเป็น ยุคแรก พ.ศ. 2351 จนถึง 2395  ยุคสอง พิมพ์ทรงสี่เหลี่ยมชิ้นฟัก สวยงาม ว่ากันว่าออกแบบโดยหลวงวิจารณ์เจียรนัยซึ่งเป็นช่างหลวง ถือว่าเซียนนิยมเล่นราคาแพงในปัจจุบันนี้ ยุคสุดท้าย พ.ศ. 2409 จนถึง พ.ศ. 2415 พระสมเด็จโต ไม่ได้สร้างขึ้น แต่อาจใช้มวลสารที่เหลืออยู่ พิมพ์ทรงที่ตกค้าง บ้างก็เลียนพิมพ์สวยงามของหลวงวิจารณ์เจียรนัย  โดยพระลูกศิษย์เป็นผู้สร้างเพื่อสืบทอดตำนานพุทธศาสนา
        พระสมเด็จสร้างพระจากมือท่านแท้ ๆมี 73 ชนิด มีบ้างปลุกเสกเสร็จแล้วไปบรรจุตามเจดีย์ต่าง ๆอาทิ วัดศรีสุดารามวรวิหาร, วัดตะไกร, วัดระฆังฯ, วัดบางขุนพรหม, วัดกัลยานิมิตรวรวิหาร, วัดกลางคลองข่อย (ราชบุรี), วัดไชโยวรวิหาร (อ่างทอง)  เป็นต้น ลักษณะเด่น 5 ประการ คือ 
1. ดำปนแดงเจือเหลือง หรือเหลืองอ่อน ลักษณะงาช้างและสีอิฐ 
2. มีนำหนักเบา  
3. เนื้อละเอียด ชื้นคล้ายเปียกน้ำเสมอ แต่แข็งแกร่ง   
4. แตกเป็นลายงาช้าง แนวลายสังคโลก 
5. หยิบองค์พระขึ้นมา ต้องมีญาณหยั่งลึกว่า นั่น คือพระสมเด็จ
“พิมพ์ทรง” ของพระสมเด็จเพียงไม่กี่พิมพ์ มีราคาแพงลิบลับทะลุเป็นล้าน ขณะที่พิมพ์ทรงไม่นิยมหรือไม่มีใครรู้จัก ก็ไม่มีการเล่นหาและตั้งข้อกีดกัน ไม่ยอมรับ หากเอ่ยถึงคนสะสมหรือศรัทธาพระสมเด็จที่เมืองพิษณุโลก นั่นก็คือ “ครูชา ขิมทศกัณฐ” หรือ นายธนภณ วรนาทมาดิษฐ ซึ่งมีพระพิมพ์สมเด็จนับแสนๆองค์ จนกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ ส่วนจะแท้จะถึงยุคหรือไม่ทุกองค์นั้น คงไม่ เน้นชื่นชอบการสืบทอดพุทธศาสนามากกว่า  ทว่าพระสมเด็จหนึ่งในแสนองค์นั้น มีใบรับรอง มีถ้วยรางวัล การรันตีเป็นพระแท้ เหมือนกัน ราคาประเมินลิบลิ่ว “หลักล้าน” แน่นอน หลังผ่านการเวทีประกวดพระเครื่องมาแล้ว 
       อ.ชา บอกว่า คนเล่นพระสมเด็จ จะต้องศึกษา ต้องรู้ก่อนว่า สมเด็จโต มาวัดระฆังปีอะไร สร้างพระรุ่นใด ยุคใด หลายคนบอกรัชกาลที่ 1 แต่ตนยังไม่มั่นใจ เพราะช่วงชีวิตนั้นยาวไป ตนคาดว่า ท่านสมเด็จโตเกิดในรัชกาลที่ 3 และมรณะในรัชกาลที่ 5 ด้วยซ้ำไป นี่คือ สิ่งที่ต้องศึกษา ถกเถียงกันเช่นเดียวกับวิชาประวัติศาสตร์ 
สมเด็จโตควรเริ่มนับจากวัดระฆัง ปี 2395 สมัยรัชกาลที่ 4 โปรดพระราชทานพระธรรมกิติ เป็นเจ้าอาวาสวัดระฆัง ต่อมาครองตำแหน่งได้ 3 ปี ร.4 ได้ประทานตำแหน่งพระเทพกวีให้ปี 2397 ยุคนั้นมีการสร้างพระพิมพ์สมเด็จหลายพิมพ์ เพราะแต่ละช่างนำพิมพ์หรือบล็อกมาให้ท่านสมเด็จโตปลุกเสก ยุคนั้นได้สร้างพระสมเด็จพิมพ์ประธานเกศจรดซุ้ม เพื่อการแจกจ่ายเป็นที่ระลึก 
พอปี 2399 สมเด็จโต ย้ายมาอยู่วัดอินทร์ และปี 2409 ร.4 ยกตำแหน่ง จาก”หลวงปู่โต” เป็น”สมเด็จโต”และมีการสร้างพระสมเด็จ พิมพ์พระประธาน”สมเด็จเกศ ทะลุซุ้ม”และพิมพ์ใหญ่ เกศทะลุ ซุ้ม พร้อมพระพิมพ์อื่นจำนวนมากจึงเป็นตำนาน และสร้างต่อๆกันว่ามากว่า 22 พิมพ์
สมเด็จโตท่านไม่ได้แกะพิมพ์เอง ส่วนใหญ่มีช่างหลวง แกะพิมพ์ให้และมาถวาย จึงทำให้มีการสร้างพระจำนวนมาก อาทิ ช่างหลวงสิทธิการโยธารักษ์  ช่างสิบหมู่หลวงวิจิตรนฤมล กระทั่งหลวงวิจารณ์เจียรนัย นับว่า สร้างบล็อกเป็นพันๆบล็อก นอกจากนี้ยังมีช่างชาวบ้านมาถวาย ท่านก็สร้างพระพิมพ์สมเด็จโดยไม่ขัด  
สร้างพระแต่ละครั้งจำนวน 84,000 องค์หรือธรรมขันธ์ บล็อกที่พิมพ์พระสมเด็จ ก็ไม่ได้ทุบบล็อก เพราะยุคนั้นไม่มีการค้าขายพระ จึงมีการทำพระแจกในรัชกาลที่ 6 และ 7 อีก จึงเป็นที่มาของพระพระสมเด็จตรารัชกาลอีก เป็นต้นว่า รัชกาล 4, 5, 7 ซึ่งยุคนั้น คงไม่มีใครกล้าทำปลอม เพราะจะถูกสาปแช่งได้ 
          พระสมเด็จฯนั้นมีจำนวนมาก พิจารณาหลักๆว่า แท้ ก็ดูที่เนื้อพระ คือ แตก-ลายงา การยุบของเนื้อและพิมพ์ ส่วนพิมพ์ที่คนนิยม หลักๆ คือ พิมพ์พระประธาน, พิมพ์ใหญ่, พิมพ์ปรกโพ, พิมพ์เจดีย์, พิมพ์เกศบัวตูม, พิมพ์ฐานแซม ส่วนที่ราคาแพงสุด คือ พิมพ์พระประธาน, พิมพ์ใหญ่ ราคาเรียกว่า ระดับร้อยล้านบาท
สุดท้ายแล้ว “เซียนพระ”มักมองว่า พระของตัวเองนั้นดี ราคาสูง แต่พระคนอื่นนั้น เก๊บ้าง ไม่ถึงยุคบ้าง ไม่สมบูรณ์บ้าง นั่นคือ เทคนิคการขายของเซียนพระเมืองไทย 

ส่วนการบูชาอาราธนา พระสมเด็จ ขอให้กล่าวว่า ขอพุทธคุณครอบจักรวาล จงคุ้มครองข้าพเจ้าและครอบครัวของข้าพเจ้าตลอดไป ณ.บัดนี้ 
/ป๊อกกองปราบ ภาพ-ข่าว/

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น