วันพุธที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2567

55 ปี กฟผ. ร่วมแบ่งปันสังคมช่วยคนไทยไกลโรคมะเร็ง พร้อมมุ่งสานต่อภารกิจแห่งความมั่นคงอย่างยั่งยืนให้กับพลังงานไทย

กฟผ. ร่วมเป็นพลังส่งต่อการดูแลสุขภาพคนไทยผ่านมูลนิธิกาญจนบารมีรวมมูลค่ากว่า 78 ล้านบาท พร้อมมุ่งสานต่อภารกิจแห่งความยั่งยืน เร่งเดินหน้าโครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำร่วมกับโรงไฟฟ้าพลังน้ำในเขื่อน กฟผ. ควบคู่ศึกษาเทคโนโลยีผลิตไฟฟ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 
นายเทพรัตน์ เทพพิทักษ์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า ในโอกาสวันที่ 1 พฤษภาคม 2567 เป็นวันคล้ายวันสถาปนา กฟผ. ครบรอบ 55 ปี ซึ่งในปีนี้ กฟผ. ขอร่วมเป็นพลังสำคัญส่งต่อการดูแลสุขภาพป้องกันโรคมะเร็งนรีเวชของสตรีไทยที่อยู่ในชนบทและด้อยโอกาส โดยสนับสนุนรถตรวจคัดกรองมะเร็งนรีเวชพร้อมอุปกรณ์ทางการแพทย์ และทุนสำหรับการออกหน่วยในการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งรังไข่ การฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก เป็นระยะเวลา 5 ปี รวมมูลค่ากว่า 78 ล้านบาท 
กฟผ. ขอขอบคุณคนไทยทุกคนที่ไว้วางใจให้ กฟผ. ดูแลความมั่นคงของระบบไฟฟ้าไทย พร้อมสนับสนุนการเติบโตของ กฟผ. มาตลอด 55 ปี นับตั้งแต่กำลังผลิตเริ่มต้นเพียง 908 เมกะวัตต์ เมื่อครั้งก่อตั้งในวันที่ 1 พฤษภาคม 2512 จวบจนปัจจุบันประเทศไทยมีกำลังผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเป็น 49,571 เมกะวัตต์ โดยเป็นโรงไฟฟ้าของ กฟผ. 16,261 เมกะวัตต์ คิดเป็นร้อยละ 32.75 มีสายส่งไฟฟ้าทั่วประเทศความยาวรวมถึง 39,036 วงจร-กิโลเมตร จนกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย 
ในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด กฟผ. ยังสานต่อภารกิจแห่งความยั่งยืน เร่งเดินหน้าพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำร่วมกับโรงไฟฟ้าพลังน้ำ (Hydro-Floating Solar Hybrid) ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ.2561 – 2580 ฉบับปรับปรุงครั้งที่1 (PDP2018 Rev.1) ในพื้นที่เขื่อนภูมิพล จ.ตาก และเขื่อนศรีนครินทร์ จ.กาญจนบุรี เพื่อรองรับความต้องการไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนของภาคธุรกิจ ควบคู่กับการสนับสนุนภาครัฐในการพัฒนากลไกการซื้อขายไฟฟ้าสีเขียว หรือ Utility Green Tariff (UGT) ซึ่งเป็นการให้บริการไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนส่งมอบพร้อมกับใบรับรองการผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน (REC) พร้อมทั้งพัฒนา UGT Platform สำหรับรองรับการบริหารจัดการ REC ให้เป็นไปด้วยความโปร่งใสเพื่อยกระดับสู่มาตรฐานสากล รวมถึงพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้มีความทันสมัย (Grid Modernization) เพื่อบริหารจัดการพลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและมีความผันผวนสูง อาทิ ศูนย์การพยากรณ์การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Forecast Center) ซึ่งสามารถพยากรณ์กำลังการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังงานลมและโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ของผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) จำนวน 29 แห่ง ที่เชื่อมต่อกับระบบของ กฟผ. และมีแผนขยายศักยภาพให้ครอบคลุมโรงไฟฟ้าพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ของผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (VSPP) ที่มีกำลังผลิตตามสัญญาไม่เกิน 10 เมกะวัตต์ และโซลาร์รูฟท็อป พัฒนาศูนย์ควบคุมการตอบสนองด้านโหลด (Demand Response Control Center) เพื่อลดปริมาณการใช้ไฟฟ้าจากผู้ใช้ไฟฟ้าที่สมัครใจในช่วงความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงเพื่อสร้างความสมดุลให้ระบบไฟฟ้า และเตรียมพร้อมต่อยอดสู่โรงไฟฟ้าเสมือน (Virtual Power Plant) ในการบริหารจัดการผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนได้อย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ กฟผ. ได้ปิดการซื้อขายหุ้นในโครงการ LNG Receiving Terminal แห่งที่ 2 บ้านหนองแฟบ จ.ระยอง (โครงการ LMPT2) กับบริษัท พีทีที แอลเอ็นจี จำกัด (PTTLNG) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ตามมติคณะรัฐมนตรี เพื่อขยายขีดความสามารถในการนำเข้าและบริหารจัดการ LNG ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าของประเทศ สร้างความมั่นคงและเสถียรภาพทางพลังงาน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสนับสนุนการเปิดเสรีก๊าซธรรมชาติของประเทศ 
การพัฒนาระบบส่งไฟฟ้าแรงสูง กฟผ. ได้ดำเนินการก่อสร้างสถานีไฟฟ้าแรงสูงระยอง 4 รองรับการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมและความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มมากขึ้นของนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด และสถานีไฟฟ้าแรงสูงลำพูน 3 รองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นของภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยวในพื้นที่เชียงใหม่และลำพูน คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปีนี้ รวมถึงการพัฒนาระบบส่งไฟฟ้า 500 กิโลโวลต์ อ่อนนุช – บางพลี วงจรคู่ เสริมความมั่นคงระบบไฟฟ้าในพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑล
ด้านการดูแลสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม เพื่อบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน กฟผ. ได้เร่งขยายการให้บริการสถานีชาร์จ EleX by EGAT และสถานีพันธมิตรในเครือข่าย EleXA แล้วกว่า 200 แห่งทั่วประเทศ พร้อมเตรียมเปิดให้บริการสถานีชาร์จสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าขนาดใหญ่ในภาคขนส่งแก่ประชาชนทั่วไปในช่วงกลางปีนี้ โดยนำร่องแห่งแรกที่สถานีชาร์จ EleX by EGAT กฟผ. แม่เมาะ จ.ลำปาง ควบคู่การให้บริการออกแบบและติดตั้งสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าแบบครบวงจร (one-stop service) นอกจากนี้ กฟผ. มุ่งเดินหน้าส่งเสริมการใช้พลังงานภาคประชาชนให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและลดคาร์บอนอย่างเป็นรูปธรรมผ่านฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 แบบ 5 ดาว พร้อมมอบสิทธิ์ส่วนลดสำหรับซื้อตู้เย็นเบอร์ 5 แบบ 5 ดาว จำนวน 5,555 สิทธิ์ ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. – 30 ก.ย. 67 ณ ห้างสรรพสินค้าโฮมโปร เมกาโฮม ไทวัสดุ บีเอ็นบีโฮม เพาเวอร์บาย เดอะมอลล์ เอ็มโพเรียม สยามพารากอน โกลบอลเฮ้าส์ ดูโฮม ฮาร์ดแวร์เฮาส์ และร้านสหกรณ์ กฟผ. พร้อมชวนคนไทยร่วมดาวน์โหลด LINE Sticker ชุดใหม่ "Mission Possible by ENGY" ปฏิบัติการ (ไม่) ลับกับ ENGY ครบรอบ 55 ปี กฟผ. ส่งต่อความสุขที่ยั่งยืน เพียงคลิก https://line.me/S/sticker/31088 หรือเพิ่มเพื่อนกับ กฟผ. ทาง LINE Official ที่ @egat ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. - 29 ก.ค. 67 
“กฟผ. ขอให้คนไทยเชื่อมั่นว่า เราจะไม่หยุดพัฒนาและมุ่งมั่นดูแลความมั่นคงระบบไฟฟ้าของประเทศอย่างเต็มความสามารถ พร้อมรองรับทุกการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน และช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศทั้งในระดับภูมิภาคและนานาชาติ ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนและสร้างความเติบโตให้กับเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อให้ กฟผ. เป็นองค์การแห่งความภาคภูมิใจของคนไทยตลอดไป” ผู้ว่าการ กฟผ. กล่าวทิ้งท้าย

เปิดวันแรงงานแห่งชาติ ปี 67 รองนายกฯ“อนุทิน”รับ 10 ข้อเรียกร้อง ยันรัฐบาลส่งเสริมคุณภาพชีวิต ให้แรงงานมีสุขภาพดี มีรายได้ มีความมั่นคง ประกาศขึ้นค่าจ้าง 400 เท่ากันทั่วประเทศเป็นของขวัญ 1 ตุลาคมนี้

วันที่ 1 พฤษภาคม 2567  นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดงานวันแรงงานแห่งชาติ 1 พฤษภาคม 2567 โดยมี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวรายงาน  นายสิรภพ ดวงสอดศรี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงแรงงาน นายธนัสถ์ ทวีเกื้อกูลกิจ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายอารี ไกรนรา เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายภุชงค์ วรศรี ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ประจำกระทรวงแรงงาน นายภูมิพัฒน์ เหมือนจันทร์  โฆษกกระทรวงแรงงาน   นายไพโรจน์ โชติกเสถียร ปลัดกระทรวงแรงงาน นายทวี ดียิ่ง ประธานคณะกรรมการจัดงานวันแรงงานแห่งชาติ ประจำปี 2567  ผู้บริหารระดับสูงกระทรวงแรงงาน ผู้นำแรงงาน และพี่น้องผู้ใช้แรงงานหลายพันคน ร่วมเป็นเกียรติ  ณ ลานคนเมือง ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 
ซึ่งในช่วงเช้าที่ผ่านมา นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้เป็นประธานในพิธีทำบุญถวายภัตตาหารเช้าเนื่องในวันแรงงานแห่งชาติแด่พระสงฆ์ จำนวน 9 รูป โดยมี สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี (เจ้าคุณธงชัย) วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ณ ลานคนเมือง จากนั้นมีการตั้งริ้วขบวนเทิดพระเกียรติ ริ้วขบวนผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงาน และริ้วขบวนของผู้ใช้แรงงาน และเคลื่อนริ้วขบวนออกจากบริเวณแยก จปร.ถนนราชดำเนินนอก และเคลื่อนมายังลานคนเมือง ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร
นายอนุทิน กล่าวว่า ในวันนี้ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับมอบหมายจากท่านนายกรัฐมนตรี ให้มาเปิดงานวันแรงงานแห่งชาติในนามของรัฐบาล เพื่อเฉลิมฉลองความสำคัญของวันแรงงานแห่งชาติ ร่วมกับพี่น้องแรงงานทุกคน ซึ่งเป็นกำลังหลักในการสร้างความเจริญก้าวหน้าต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศตลอดมา ซึ่งท่านคงเห็นเหมือนที่ผมเห็น ว่าพวกเรากำลังอยู่ในยุคที่มีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของแรงงานและการจ้างงาน ไม่ว่าจะเป็นความเปลี่ยนแปลงจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร การเข้าสู่สังคมสูงวัย หรือการเปลี่ยนแปลงของสภาวะภูมิอากาศ รวมถึงการแพร่ระบาดของโรคอุบัติใหม่ ซึ่งรัฐบาลตระหนักดีถึงความท้าทายที่เกิดขึ้น จึงได้มีความพยายามดำเนินนโยบาย สร้างเสริมคุณภาพชีวิต ให้แรงงานทุกคนมีสุขภาพดี มีรายได้ มีความมั่นคง ผ่านการดำเนินงานต่าง ๆ ของกระทรวงแรงงาน ไม่ว่าจะเป็น การเร่งรัดการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 400 บาท การเสนอร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานอิสระ จัดหลักสูตร up skill เพื่อแรงงานไทยในยุคดิจิทัล โครงการฟรี Safety Service เพื่อแรงงานปลอดภัย การเร่งออกกฎกระทรวง ว่าด้วยการคุ้มครองคนทำงานบ้าน หรือการส่งเสริมการพัฒนาระบบรักษาพยาบาล SSO Healthy เพื่อความปลลอดภัยที่เพิ่มขึ้น ในสถานที่ปฏิบัติงาน และการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งกองทุนประกันความเสี่ยง สำหรับลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้าง
นายอนุทิน กล่าวต่อว่า กระทรวงแรงงานยังได้ดำเนินการเพื่อยกระดับมาตรฐานสิทธิแรงงานไทย ด้วยการแต่งตั้งคณะทำงานการให้สัตยาบันต่อ “อนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ” หลายฉบับ ไม่ว่าจะเป็นฉบับที่ว่าด้วยเสรีภาพในการสมาคมและการคุ้มครองสิทธิในการรวมตัว สิทธิในการรวมตัวและการเจรจาต่อรองร่วม การปรึกษาหารือไตรภาคี และอนุสัญญาที่ว่าด้วยความปลอดภัยและสุขภาพ อนามัยในทำงาน โดยเฉพาะฉบับที่ 144 ที่เป็นเรื่องการปรึกษาหารือไตรภาคีนั้น จะมีการเสนอคณะรัฐมนตรี ให้ความเห็นชอบในเดือนพฤษภาคมนี้ และลงนามให้สัตยาบันได้เดือนมิถุนายน ณ นครเจนนีวา ต่อไป ถือเป็นข่าวดีสำหรับวันแรงงานแห่งชาติของเราในปีนี้ และแน่นอน ข้อเรียกร้องต่างๆ ที่ท่านได้นำมาเสนอในวันนี้ รัฐบาลจะรับฟัง และให้ความสำคัญในการพิจารณาขับเคลื่อนต่อไป 
“ในโอกาสวันแรงงานแห่งชาติในปีนี้ ผมและรัฐบาลขอให้แรงงานไทยทุกคน มีกำลังกายกำลังใจที่เข้มแข็ง พร้อมเป็นพลังสำคัญในการร่วมกันพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไทยให้ก้าวหน้า และผมขอสนับสนุนทุกท่าน ในการช่วยกันคิด ช่วยกันเสนอแนวทางการพัฒนาร่วมกันต่อไป เพราะเราคือทีมเดียวกัน ในพันธกิจเพื่อยกระดับคุณภาพงานและคุณภาพชีวิตของแรงงานไทย เพื่ออนาคตของประเทศชาติและประชาชน” นายอนุทิน กล่าว
ด้าน นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า รัฐบาลได้กำหนดให้วันที่ 1 พฤษภาคมของทุกปี เป็นวันแรงงานแห่งชาติ วันนี้จึงเป็นวันที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อพี่น้องแรงงานทุกท่าน ซึ่งถือว่าเป็นกำลังสำคัญ ในการผลักดันและพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ของประเทศในทุกภาคส่วนให้เติบโต และขับเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน โดยในปีนี้สภาองค์การลูกจ้างรวม 16 แห่ง สหพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจแห่งประเทศไทย และศูนย์ประสานงานแรงงานนอกระบบ เห็นชอบให้นายทวี ดียิ่ง ประธานสภาองค์การลูกจ้างสภาแรงงานอุตสาหกรรมเอกชน เป็นประธานคณะกรรมการจัดงานวันแรงงานแห่งชาติ ปี 2567
โดยรัฐบาล ให้การสนับสนุนงบประมาณ วัสดุ อุปกรณ์ และอำนวยความสะดวกให้แก่คณะกรรมการ จัดงานฯ ในการจัดงานวันแรงงานแห่งชาติเพื่อเป็นการตระหนักถึงความสสำคัญ และขอบคุณพี่น้องแรงงานทุกท่าน สำหรับข้อเรียกร้องวันแรงงานแห่งชาติที่ผ่านมา กระทรวงแรงงานได้ให้ความสำคัญกับการดำเนินการตามข้อเรียกร้องและข้อเสนอแนะ จากพี่น้องแรงงาน โดยนำข้อเรียกร้องมาดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอน มีการหารือ กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่มเพื่อพัฒนางานในการให้บริการพี่น้องแรงงาน และได้ประสาน แจ้งให้คณะกรรมการจัดงานวันแรงงานแห่งชาติทราบถึงความคืบหน้าแล้ว เพราะตระหนักว่าทุกข้อเสนอแนะจะนำมาซึ่งการปรับปรุงการดำเนินการของกระทรวงแรงงาน อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาเพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับ พี่น้องแรงงาน และสร้างความยั่งยืนในการพัฒนาประเทศสืบไป ซึ่งในการจัดงาน วันแรงงานแห่งชาติในปีนี้ คณะกรรมการจัดงานวันแรงงานแห่งชาติได้จัดทำข้อเรียกร้อง จำนวน 10 ข้อ นำเสนอปัญหาที่มีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่และความต้องการ ของพี่น้องแรงงานเพื่อเสนอต่อรัฐบาล ต่อไป 
“กระทรวงแรงงาน ตระหนักถึงพี่น้องแรงงานที่เป็นกำลังหลักในการสร้างความเจริญก้าวหน้าต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศตลอดมาโดย ดำเนินนโยบาย สร้างเสริมคุณภาพชีวิต ให้แรงงานทุกคน ผ่านการดำเนินงานต่าง ๆ ของกระทรวงแรงงาน อาทิ เร่งรัดการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 400 บาท เท่ากันทั่วประเทศ ซึ่งในเรื่องนี้เราได้ติดต่อกับผู้ประกอบการกับเจ้าของกิจการ โดยเฉพาะเอสเอ็มอีมีส่วนสำคัญในทุกระดับเพื่อหารือว่าจะให้รัฐบาลช่วยเหลืออย่างไร พัฒนาทักษะฝีมือด้านใดบ้าง ใช้งบประมาณเท่าไหร่ ซึ่งในระยะ 5 - 6 เดือนนี้ เราต้องศึกษาว่าสาขาใด เราต้องช่วยเขาอย่างไรบ้าง หากธุรกิจใดมีปัญหาก็ขอให้แจ้งมาที่กระทรวงแรงงาน เพื่อจะหารือมาตรการการช่วยเหลือต่อไป นอกจากนี้ แต่งตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนการให้สัตยาบัน ต่ออนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ 87 ว่าด้วยเสรีภาพในการสมาคมและการคุ้มครองสิทธิในการรวมตัว ฉบับที่ 98 ว่าด้วยสิทธิในการรวมตัว และการเจรจาต่อรองร่วม ฉบับที่ 144 ว่าด้วยการปรึกษาหารือไตรภาคี และฉบับที่ 155 ว่าด้วย ความปลอดภัยและสุขภาพ อนามัยในทำงาน โดยเฉพาะฉบับที่ 144 นั้น จะเสนอคณะรัฐมนตรี ให้ความเห็นชอบในเดือนพฤษภาคม 2567 และลงนามให้สัตยาบันได้เดือนมิถุนายน 2567 ณ นครเจนนีวา ต่อไป”นายพิพัฒน์ กล่าว
จากนั้น นายอนุทินฯ ยังได้พบปะทักทายกับพี่น้องผู้ใช้แรงงานที่มาร่วมงาน ถึงแม้อากาศที่ร้อนอบอ้าว แต่ก็มีพี่น้องผู้ใช้แรงงานต่างให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น โดยวันแรงงานแห่งชาติในปีนี้ หน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานได้ร่วมออกบูธจัดกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ การรับสมัครงานผ่านแพลตฟอร์ม ไทยมีงานทำ สาธิตการประกอบอาชีพอิสระ การฝึกอบรมผ่านระบบ DSD Online Training การทำเครื่องดื่มสมุนไพร บริการตรวจสุขภาพเบื้องต้นฟรี!! จากโรงพยาบาลในเครือข่ายสำนักงานประกันสังคม ให้บริการตรวจสอบสิทธิ์ประกันสังคม กิจกรรมเล่นเกมตอบปัญหาแจกรางวัลมากมาย เป็นต้น


พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ต้อนรับ วงออร์เคสตราเยาวชนเทศบาลนครยะลา Yala City Municipality Youth Orchestra

(วันอังคารที่ 30 เมษายน 2567) เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ผ่านมา พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วย นายสมบูรณ์ ม่วงกล่ำ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม  นายกูเฮง ยาวอหะซัน เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และนายยู่สิน จินตภากร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงยุติธรรม ให้การต้อนรับ คณะวงออร์เคสตราเยาวชนเทศบาลนคร รวจำนวน​กว่า 50 คน​ ณ ห้องประชุม 11-03 (ห้องเธียเตอร์) อาคารกระทรวงยุติธรรม
โอกาสนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวให้การต้อนรับและกล่าวแสดง​ความชื่นชมคณะวงออร์เคสตราเยาวชนเทศบาลนครยะลาที่ได้สร้างข่าวดี สร้างความภูมิใจ และการยอมรับให้กับประเทศไทย จากนั้น ได้นำคณะวงออร์เคสตราเยาวชนเทศบาลนครยะลา รับฟังบรรยายบทบาทภารกิจการให้ความช่วยเหลือประชาชนของ​กระทรวง​ยุติธรรม​จากเจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรม และเยี่ยมชมห้องทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม 
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า วงดนตรีออร์เคสตร้าเยาวชนเทศบาลนครยะลา เป็นชุดการแสดงหลักในระหว่างการเฝ้าทูลละอองพระบาทรับเสด็จสมเด็จพระราชาธิบดีฮาจี ฮัซซานัล บลเกียะฮ์ มูอิซซัดดิน วัดเดาละฮ์ (His Majesty Sultan Haji Hassanal Bolkiah Mu’izzaddin Waddaulah) แห่งบรูไนดารุสซาลาม ในโอกาสเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ในฐานะแขกของรัฐบาลไทย เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2567 ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล

สำหรับวันนี้ กับการต้อนรับวงดนตรีออร์เคสตร้าเยาวชนเทศบาลนครยะลา ของกระทรวงยุติธรรม หลังร่วมรับประทานเช้า มีการบรรยายลักษณะงานและภารกิจของส่วนราชการต่างๆ ในกระทรวงยุติธรรม และการให้ความรู้ ความเข้าใจที่เยาวชนควรทราบเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม โดยเจ้าหน้าที่จาก กองยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม และเจ้าหน้าที่จากศูนย์สร้างโอกาสและบริการด้านอาชีพเด็กและเยาวชน กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กระทรวงยุติธรรม ทั้งนี้ น้องๆ จากเทศบาลยะลายังได้ร่วมแสดงความสามารถในการขับร้องเพลง "เสน่ห์ ยะลา" ให้ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง และข้าราชการในกระทรวงยุติธรรมได้รับฟัง จากนั้น มีกำหนดการเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์กองทัพอากาศและการบินแห่งชาติ เขตดอนเมือง ก่อนเดินทางกลับด้วยเครื่องบินลำเลียง ซี - 130 ของกองทัพอากาศ เพื่อมุ่งหน้าจังหวัดยะลา ในช่วงเที่ยงวันเดียวกัน 

‘ภูมิพัฒน์’ โต้ ‘เซีย’ เย็นให้พอรอให้ได้ แนะศึกษา กม.แรงงานให้ถี่ถ้วน ย้ำปรับค่าจ้างขั้นต่ำอย่างมีหลักการ

นายภูมิพัฒน์ เหมือนจันทร์ โฆษกกระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงกรณีที่นายเซีย จำปาทอง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวพาดพิงนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.แรงงาน ว่าให้ความหวังลม ๆ แล้ง ๆ เรื่องการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ ว่า นายเซียต้องไปศึกษาให้ดีว่าประเทศไทยใช้กฎหมายอะไรในการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ เพราะการกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการค่าจ้าง ซึ่งเป็นองค์กรไตรภาคีตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ที่ประกอบด้วย ผู้แทนฝ่ายนายจ้าง ผู้แทนฝ่ายลูกจ้าง และผู้แทนฝ่ายรัฐบาล ซึ่งเป็นข้าราชการประจำ ดังนั้น ฝ่ายการเมืองหรือ รมว.แรงงาน จึงไม่สามารถเข้าไปก้าวก่ายหรือทำอะไรได้ตามอำเภอใจ อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นค่าจ้างถือเป็นนโยบายเรือธงของรัฐบาล กระทรวงแรงงานจึงได้รับนโยบายมาปฏิบัติให้เกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างเป็นขั้นเป็นตอน และมีหน้าที่อธิบายถึงเหตุความจำเป็นให้คณะกรรมการค่าจ้างเข้าใจในจุดนี้ เพื่อให้ทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่น

การให้อำนาจคณะกรรมการไตรภาคีพิจารณานั้นเป็นการปฏิบัติตามกฎหมาย ไม่ใช่การโยนบาป เพราะหากไม่ทำตามกฎหมายเชื่อว่านายเซียก็คงหาเหตุมาโจมตีอีกว่า ฝ่ายการเมืองเข้าไปล้วงลูกหรือแทรกแซงทำให้คณะกรรมการไม่มีอิสระ เช่นนี้กระทรวงแรงงานก็ตกเป็นจำเลยของสังคมทั้งขึ้นทั้งล่อง จึงขอความเป็นธรรมด้วย ที่ผ่านมาเราประกาศปรับค่าจ้างขั้นต่ำเพียงปีละ 1 ครั้ง แต่จากนี้ รมว.พิพัฒน์ ประกาศแล้วว่าสามารถประกาศได้มากกว่านั้นตามสถานการณ์และปัจจัยต่าง ๆ โดยขอให้นายเซีย รู้จักใจเย็นและอย่านำพี่น้องแรงงานมาอ้างเพื่อเรียกคะแนนให้ตัวเองหรือสร้างความขัดแย้งเพราะคนเหล่านี้เข้าใจดีถึงหลักกฎหมายอยู่แล้ว ความจริงอัตราค่าจ้างขั้นต่ำนั้นจะถูกกำหนดโดยคำนึงถึงหลักเกณฑ์ตามกฎหมายเพื่อนำมาประกอบกัน เช่น อัตราค่าจ้างปัจจุบัน ดัชนีค่าครองชีพ อัตราเงินเฟ้อ ต้นทุนการผลิต ราคาสินค้า ความสามารถของธุรกิจ ผลิตภาพแรงงาน จีดีพีของประเทศ และสภาพเศรษฐกิจสังคม นอกจากนี้ยังกระจายอำนาจไปยังภูมิภาคผ่านคณะอนุกรรมการระดับจังหวัดและกรุงเทพฯ รวม 76 คณะ ซึ่งเป็นองค์กรไตรภาคีเช่นกัน เพื่อทำหน้าที่เสนอแนะอัตราค่าจ้างให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ โดยกระทรวงแรงงานมีเป้าหมายปรับค่าจ้างขั้นต่ำ 400 บาท ให้ครอบคลุมทั่วประเทศภายในปีนี้ และจะปรับขึ้นในปีต่อ ๆ ไป

“ท่านพิพัฒน์ได้รับฟังเสียงสะท้อนจากทุกฝ่ายทั้งลูกจ้างและนายจ้างบนพื้นฐานของเหตุและผลที่ปฏิบัติได้จริง และประโยชน์ของทุกฝ่าย รวมทั้งเปิดโอกาสให้แต่ละฝ่ายได้ปรับตัวด้วย จึงไม่อยากให้นายเซียใช้ข้อมูลของตัวเองมาตีกินเพียงฝ่ายเดียว และควรทำตัวแบบเย็นให้พอรอให้ได้ คอยดูผลลัพธ์ปลายทางจะดีกว่า ส่วนการออกมาเดินขบวนสังคมนิยมแรงงาน ผนึกกำลังทางชนชั้น เพื่อเสนอข้อเรียกร้องในวันแรงงานนั้นถือเป็นสิทธิที่ทุกคนสามารถทำได้ และเป็นเรื่องที่คนกลุ่มนี้ถนัดอยู่แล้ว” นายภูมิพัฒน์ กล่าว

กองทัพภาคที่ 3 เปิดบ้านต้อนรับทหารใหม่ รุ่นปี 2567 ผลัดที่ 1

       เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2567 เวลา 08.30 น. พลตรี วิทยา  แก้วพรม รองแม่ทัพภาคที่ 3 ตรวจเยี่ยมกิจกรรม “ต้อนรับครอบครัว/ญาติทหารใหม่ ผลัดที่ 1/67” ที่เดินทางมาส่งตัวทหารใหม่เข้ารับราชการ ณ ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก 
        กองทัพภาคที่ ๓ กำหนดตรวจเยี่ยมการจัดกิจกรรมต้อนรับครอบครัว/ญาติทหารใหม่ ผลัดที่ 1/67 ที่เดินทางมาส่งตัวทหารใหม่เข้ารับราชการ เพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับญาติทหารใหม่เกี่ยวกับสภาพความเป็นอยู่และระบบการฝึกทหารใหม่ของกองทัพบก บริเวณสโมสรบันเทิงทัพ ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก โดยมี พลตรี วิทยา  แก้วพรม รองแม่ทัพภาคที่ 3 เป็นประธานนอกจากนี้มีผู้ปกครองร่วมเป็นสักขีพยานแห่งความภาคภูมิใจในครั้งนี้ รวมถึงเปิดโอกาสให้ผู้ปกครองทหารใหม่ได้มีโอกาสเข้าเยี่ยมชมหน่วยทหาร เพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับญาติทหารใหม่เกี่ยวกับสภาพความเป็นอยู่และระบบการฝึกทหารใหม่ของกองทัพบกด้วย
        ในการนี้ พลตรี  วิทยา  แก้วพรม รองแม่ทัพภาคที่ 3 ได้ให้การต้อนรับและพบปะพูดคุยกับครอบครัวของทหารใหม่ สร้างสายใยความสัมพันธ์อันดีระหว่างหน่วยกับครอบครัวของทหารใหม่ พร้อมแนะแนวทางการรับราชการเป็นทหารอาชีพ เพื่อเป็นกำลังสำคัญของกองทัพบก ซึ่งบรรยากาศเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ความภาคภูมิใจ และความเชื่อมั่นในกองทัพบกว่าจะดูแลบุตรหลานที่เข้ามาเป็นรั้วของชาติเป็นอย่างดี



พิษณุโลก ประกาศปิดป่า 14 วัน ห้ามบุคคลเข้าป่าโดยเด็ดขาด เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเมี่ยงและภูทอง อ.ชาติตระการและอ.น้ำปาด จ.อุตรดิตถ์ ฝ่าฝืนปรับ 1 แสนบาท ถ้าเผา เจอ 4-20 ปี หรือปรับสูงถึง2ล้านบาท

วันนี้ 1 พ.ค.67 นายญาณกร แพร่โกสุมปรีชา หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเมี่ยงและภูทอง จังหวัด อุตรดิตถ์ และพิษณุโลก ออกประกาศ
ห้ามบุคคลทั่วไปเข้าไปในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเมี่ยงและภูทอง เพื่อป้องกันไฟป่าและควบคุมหมอกควัน แก้ปัญหาไฟป่า สืบเนื่องจากช่วงเวลาฤดูแล้งของทุกปีมักเกิดปัญหาไฟป่า ก่อให้เกิดหมอกควันในอากาศที่เกินค่ามาตรฐาน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและอนามัยของประชาชน อีกทั้งยังเป็นการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ
ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนอันเป็นผลให้เกิดความแปรปรวนของสภาพอากาศโลก ถือว่าเป็นวิกฤติด้านสิ่งแวดล้อม
ที่จำเป็นต้องมีการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ประกอบกับที่ผ่านมามีการตรวจสอบจุดความร้อน (Hotspot) ในเขต
รักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเมี่ยงและภูทองเป็นจำนวนมาก สาเหตุของไฟป่าเกิดจากการเผาเตรียมพื้นที่การเกษตร หาของป่า ล่าสัตว์ และการลักลอบจุดไฟในพื้นที่ป่า
นายญาณกร แพร่โกสุมปรีชา ย้ำว่า เพื่อป้องกันมิให้เกิดปัญหาไฟป่าและหมอกควัน อันจะส่งผลต่อสุขภาพของประชาชนโดยรอบพื้นที่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเมี่ยงและภูทอง จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 53 แห่ง พรบ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562 คือ
1. ห้ามบุคคลใดเข้าไปในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเมี่ยงและภูทอง ท้องที่ตำบลบ้านดง
ตำบลป่าแดง ตำบลชาติตระการ และตำบลบ่อภาค อำเภอชาติตระการ จังหวัดพิษณุโลก และท้องที่ตำบลน้ำไผ่และตำบลห้วยมุ่น อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ หากผู้ใดฝ่าฝืน ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท ตามมาตรา 97 แห่งพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562
2. การเผาหรือกระทำการใดๆ ที่ทำให้เกิดไฟในพื้นที่เกษตรกรรมใกล้แนวเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเมี่ยงและภูทอง ต้องมีการควบคุมไม่ให้มีไฟลุกลามเข้าไปในพื้นที่ป่า หากเกิดไฟป่าด้วยสาเหตุดังกล่าวต้อง
ระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงยี่สิบปี หรือปรับตั้งแต่สี่แสนบาทถึงสองล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 99
แห่งพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562
เนื่องจากสถาณการณ์ปัจจุบัน เกิดเหตุไฟไหม้ป่ามีความรุนแรง เกิดขึ้นทั่วพื้นที่ ทำให้พื้นที่ป่าถูกทำลายและ สัตว์ป่าล้มตายจำนวนมาก จึงขอปิดป่า ห้ามบุคคลเข้าป่าโดยเด็ดขาด ไม่ว่ากรณีใดๆ
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 2 พฤษภาคม 67 ถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 67
ประกาศ ณ วันที่ 1 เดือน พฤษภาคม พ.ศ. 67

จ.อุตรดิตถ์ ชาวบ้านกว่าร้อยชีวิต รวมตัวคัดค้านการเปิดตลาดผลไม้หัวดง(เก่า)ในพื้นที่วัด

วันที่ 30 เมษายน 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่ทางวัดหัวดง ต.แม่พูล อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ ได้มีคำสั่งปิดตลาดผลไม้หัวดงที่อยู่ภายในบริเวณวัด เพื่อจะใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์ต่อทางวัด โดยให้พ่อค้าแม่ค้าได้ขยับขยายออกไปหาที่ขายใหม่ ตั้งแต่เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา โดยทางเทศบาลหัวดง ได้มีการดำเนินการสร้างสถานที่จำหน่ายสินค้าไว้รองรับเป็นที่เรียบร้อยแล้วที่ตลาดกลางผลไม้สินค้าโอท๊อปเทศบาลตำบลหัวดง
 แต่ในวันนี้ทางคณะสงฆ์ อำเภอลับแล ได้นัดหมายให้มีการประชุมที่วัดท้องลับแล อ.ลับแล เพื่อแจ้งให้พระครูพระครูสุทธิสีลธาดา (สีมา)เจ้าอาวาสวัดหัวดง เจ้าคณะตำบลแม่พูล ทราบว่าได้มีหนังสือจากสำนักงานเจ้าคณะจังหวัดอุตรดิตถ์ วัดท่าไม้เหนือ ให้พระครูสุทธิสีลธาดา (สีมา)เจ้าอาวาสวัดหัวดง เจ้าคณะตำบลแม่พูล เปิดตลาดผลไม้วัดหัวดงให้มีการค้าขายต่อไป 
ซึ่งจากกรณีดังกล่าว คณะศรัทธาวัดหัวดงที่เดินทางมาพร้อมกับเจ้าอาวาสวัดหัวดงเจ้าคณะตำบลแม่พูล กว่า 100 คน เกิดความไม่พึงพอใจที่จะให้เปิดอีก เพราะทางวัดตัองการที่จะสร้างกำแพงวัดและสถานที่จอดรถเพื่อให้เป็นระบบระเบียบของทางวัด ซึ่งไม่อาจเห็นด้วยกับการเปิดตลาดผลไม้เก่าที่อยู่ภายในวัด ที่จะให้เปิดขึ้นมาอีกครั้ง จึงได้แสดงอาการโห่ร้อง เพราะไม่พึงพอใจกับหนังสือตามที่ทางสำนักงานเจ้าคณะจังหวัดสั่งการมาจนทำให้การแจ้งหนังสือดังกล่าวของคณะสงฆ์ต้องชะลอเพื่อพิจรณานำเสนอต่อสำนักงานเจ้าคณะจังหวัดอุตรดิตถ์พิจรณาใหม่อีกครั้ง


//นาคา คะเลิศรัมย์/รายงาน//

สมุทรปราการ - “อาจารย์โอม เวทย์เฮงปังดังรวย” จัดบวงสรวงไหว้ขอโชคลาภดาวพฤหัส

เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2567 เวลา 17.19 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อาจารย์ฤทธิชัย มุ้ยแก้ว (โอมเวทย์เฮงปังดังรวย) จัดพิธีกรรมบวงสรวงดาวพฤหัสที่ได้ย้าย ณ คุ้มจตุมหาราชโอมเวทย์เฮงดังปังรวย  ซอยมังกร ถนนเทพารักษ์ จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อเป็นการขอพร ซึ่งดาวพฤหัสเป็นดาวแห่งความดีและส่งเสริมเรื่องทางด้านการเงินการงานการค้าขายและธุรกิจให้เกิดความเจริญรุ่งเรือง เปลี่ยนจากเรื่องที่แย่ๆให้กลับกลายเป็นดีพลิกฟื้นกลับมาใหม่ ทาง “อาจารย์โอมเวทย์เฮงปังดังรวย” จึงได้จัดพิธีบวงสรวงไหว้ขอพรขึ้นมาให้กับศิษย์ยานุศิษย์และผู้ที่ศรัทธาทั้งที่อยู่ในประเทศ และศิษย์ยานุศิษย์และผู้ที่ศรัทธาที่อยู่ในต่างประเทศขึ้นมาในครั้งนี้
เพื่อให้เกิดความเป็นสิริมงคลและส่งผลให้การงานการเงินการค้าการขายและสิ่งที่ดีๆทั้งหลายบังเกิดกับศิษย์ยานุศิษย์และผู้ที่ศรัทธาทั้งในประเทศและศิษย์ยานุศิษย์และผู้ที่ศรัทธาต่างประเทศ ต่อมาได้จุดธูปเสี่ยงทายได้เลข [ 256 ]
"อาจารย์ฤทธิชัยโอมเวทย์เฮงปังดังรวย กล่าวว่า..ขอให้ทุกท่านสมดังใจปรารถนาทุกสิ่งทุกประการตามที่ได้ตั้งใจขอให้ทุกคนนั้นเฮงปังดังรวยเป็นเศรษฐีเงินสดทุกวินาทีครับผม”
ภาพข่าว : ทีมข่าวภูมิภาคสมุทรปราการ

ศรีสะเกษ ศาลตัดสินจำคุก 1,825 ปี นายก อบต.เสียว อ.เบญจลักษ์ มีส่วนได้เสียในสัญญากับ อบต.เสียว จำนวน 365 สัญญา พร้อมเพิกถอนสิทธิสมัคร - สิทธิเลือกตั้งไม่เกินสิบปี

เมื่อวันที่ 30 เม.ย.67 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  ที่สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำ จ.ศรีสะเกษ นายอดุลย์ วันดี  ผอ.ป.ป.ช.ประจำ จ.ศรีสะเกษ พร้อมด้วย นางวรปภา ชัยพรมมา เจ้าพนักงานป้องกันการทุจริตชำนาญการ นายวรฉัตร ส่งสุข พนักงานไต่สวน ระดับสูง ร่วมกันแถลงข่าวผลการดำเนินงานของสำนักงาน ป.ป.ช.ประจำ จ.ศรีสะเกษ ในช่วงที่ผ่านมา โดยใจความสำคัญเกี่ยวกับเรื่อง ผลคำพิพากษาของศาลที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้มีมติชี้มูลความผิด
นายอดุลย์ วันดี ผอ.ป.ป.ช.ประจำ จ.ศรีสะเกษ กล่าวว่า สืบเนื่องมาจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในการประชุมครั้งที่ 73/2562 เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2562 มีมติเห็นชอบมอบหมายคณะไต่สวนเบื้องต้นตามมาตรา 50 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 กรณีกล่าวหานายธนกฤต  ดุษฎีกุล  เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง นายก อบต.เสียว อ.เบญจลักษ์  จ.ศรีสะเกษ กับพวก มีส่วนได้เสียในการจัดซื้อจัดจ้างโครงการต่าง ๆ ของ อบต.เสียว โดย ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 ได้มีคำพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 นายธนกฤต ดุษฎีกุล มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม)152 (เดิม) รวม 365 กระทง นายอภิวัฒน์ ภักดี จำเลยที่ 2 นายหนูเหลี่ยง พันธ์ดี จำเลยที่ 3 นายเคน ปัสราษฎร์ จำเลยที่ 4 และนายธันยบูรณ์  พวงบุตรจำเลยที่ 5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 151 (เดิม) 152 (เดิม) ประกอบมาตรา 86 จำเลยที่ 2 รวม 194 กระทง จำเลยที่  3 รวม 169 กระทง จำเลยที่ 4 รวม 68 กระทง จำเลยที่ 5 รวม 30 กระทง การกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิด ไปตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) 152 (เดิม) ความ ผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) 152 (เดิม) ประกอบมาตรา 86 เป็นความผิดกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาลหรือเจ้าของทรัพย์นั้น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาลหรือเจ้าของทรัพย์นั้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ประกอบมาตรา 86 จำเลยที่ 1 จำคุก 1,825 ปีจำเลยที่ 2 จำคุก 582 ปี 776 เดือน จำเลยที่ 3 จำคุก 507 ปี 676 เดือน จำเลยที่ 4 จำคุก 204 ปี 212 เดือน จำเลยที่ 5 จำคุก 90 ปี 120 เดือน แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วจำคุกจำเลยทั้งห้าคนละไม่เกิน 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) กับให้จำเลยที่ 1 พ้นจากตำแหน่งนับแต่วันที่หยุดปฏิบัติหน้าที่ (วันที่ 27 ธันวาคม 2565) และเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของจำเลยที่ 1 และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง มีกำหนดเวลาไม่เกินสิบปีตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561มาตรา 81 ประกอบมาตรา 93 วรรคสอง อนึ่ง เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2563 ผวจ.ศรีสะเกษ ผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอน ได้รายงานตามหน้าที่และอำนาจตามที่นายอำเภอเบญจลักษ์เสนอ โดยให้เหตุผลนายธนกฤต ดุษฎีกุล พ้นจากตำแหน่ง นายก อบต.เสียว ในวาระดังกล่าวแล้ว 6 ปี 2 เดือน จึงเป็นเหตุให้ไม่สามารถดำเนินการสั่งให้นายธนกฤต  ดุษฎีกุล และนายอภิวัฒน์ ภักดี พ้นจากตำแหน่งได้ จึงไม่มีความจำเป็นต้องสอบสวนตามมาตรา 90/1 และมาตรา 92 ตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 และแก้ไขเพิ่มเติม อย่างไรก็ดี การชี้มูลความผิดทางอาญาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังไม่ถือเป็นที่สุดผู้ถูกกล่าวหา ยังเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุด////////


//ศิริเกษ  หมายสุข / ศรีสะเกษ//


เพชรบูรณ์ แน๊ต-เกศริน กลับแล้ว คาดจะมาอีก คณะลูกศิษย์วัดป่าภูทับเบิก บริจากเงิน 2.8 ล้านซื้อรถดับเพลิงประจำวัดฯ

วันนี้ 1 พ.ค. 67 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีเหตุไฟป่าบริเวณรอบวัดป่าภูทับเบิก ต.วังบาล อ.หล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์ ว่า  พระอาจารย์วัขระยังอนุมัติให้จัดซื้อรถดับเพลิง หลังคณะลูกศิษย์และเหล่าญาติธรรมร่วมกันบริจากเงินจำนวน 2.8 ล้านบาท เพื่อจัดซื้อรถดับเพลิงไว้ประจำที่วัดฯ 
สำหรับ "แน็ต-เกศริน ชัยเฉลิมพล" นางแบบที่มาปฎิบัติธรรมที่วัดป่าภูทับเบิก 3 วัน 3 คืนและได้ประสบเหตุการณ์ระทึกในช่วงเกิดไฟป่าขึ้นเมื่อค่ำคืนวันที่ 28 เมษายนที่ผ่านมา จนตกใจและรีบเผ่นหนีออกจากวัดชั่วคราว 
ล่าสุด"แน๊ต-เกศริน"พร้อมเหล่าบรรดาญาติธรรม ต่างพากันแยกย้ายเดินทางกลับแล้วเมื่อใกล้เพลของวันที่ 30 เมษายน 67 หลังเสร็จสิ้นการปฎิบัติธรรมที่วัดป่าภูทับเบิก บอก จะกลับมาปฎิบัติธรรมเป็นประจำอยู่แล้ว  
ส่วนกรณีทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.หล่มเก่าเร่งติดตามคนร้ายมือลอบเผาป่านั้น ล่าสุดแม้ตำรวจจะควบคุมผู้ต้องสงสัยได้ 1 คนก็ตาม แต่ยังขาดพยานโดยเฉพาะพยานบุคคลที่จะเชื่อมโยงเอาผิดได้
//ป๊อกกองปราบ ภาพ-ข่าว//


พิษณุโลก ปล่อยขบวนรถปฐมฤกษ์ !! ผบ.บชร.3 เซ็นต์ MOU ไปรษณีย์ไทย จ้างเหมาบริการขนส่ง"สิ่งจำเป็น" ที่ไม่ใช่ยุทโธปกรณ์ทางทหาร

      วันนี้ 1 พ.ค.67  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  พลตรี นพดล  ยงพาณิชย์ ผบ.บชร.3 และ นายประพนธ์  ตันเยี่ยน ผู้จัดการไปรษณีย์ เขต 6 ได้กระทำพิธีลงนามสัญญาจ้างเหมาบริการ ปณท. ขนส่ง สป. ที่ไม่ใช่ยุทโธปกรณ์ทางทหารหรือ สป.สำคัญ ของ ทบ. แบบราคาคงที่ไม่จำกัดปริมาณ ณ ห้องประชุม บก.บชร.3 วานนี้  ( 30 เม.ย. 67 ) 
จากนั้นได้กระทำพิธีปล่อยขบวนรถไปรษณีย์รอบปฐมฤกษ์ บริเวณหน้า บก.บชร.3 โดยมี รอง ผบ.บชร.3 (2), ผบ.ศคบ.บชร.3, รอง เสธ.บชร.3, ผู้แทน พัน.สบร.23 บชร.3, ฝซ.บชร.3, ฝกง.บชร.3, น.จัดหา บชร.3 และผู้แทน ไปรษณีย์ เขต 6 เข้าร่วมพิธีฯ ต่างแสดงความยินดีกับความร่วมมือครั้งนี้ 
//ป๊อกกองปราบ ภาพ-ข่าว//