วันอังคารที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2567

พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ เลขาธิการ ศอ.บต. มอบหมายให้นายแพทย์สมหมาย บุญเกลี้ยง ผู้ช่วยเลขาธิการ ศอ.บต. ร่วมต้อนรับและติดตาม พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานเปิดกิจกรรมปฏิบัติการฟื้นฟูศาสนสถาน ที่อยู่อาศัยผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้

     พร้อมมอบถุงยังชีพบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ผู้ประสบอุกทภัยในพื้นที่ ม.7 ต.ปะลุกาสาเมาะ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส และ โรงเรียนบ้านประชาพัฒนา ม.2 ต.บาตง อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส โดย ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ได้บูรณาการร่วมกับกรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม จังหวัด อําเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และ เครือข่ายภาคประชาชนจิตอาสา ในการช่วยเหลือฟื้นฟูศาสนสถาน และที่อยู่อาศัยให้แก่ผู้ประสบอุทกภัย ทั้งนี้ ภายในงานมี นายสหการณ์ เพ็ชรนรินทร์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส นายอำเภอ เจ้าหน้าที่คุมประพฤติ บุคลากร ศอ.บต. เครือข่ายบัณฑิตอาสาฯ และประชาชนจิตอาสาในพื้นที่เข้าร่วม ตามที่ได้เกิดสถานการณ์อุทกภัย น้ำป่าไหลหลาก และแผ่นดินถล่ม ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตั้งแต่ วันที่ 22 ธันวาคม ที่ผ่านมา สร้างความเสียหายเป็นวงกว้างทั้งในด้านชีวิต และทรัพย์สินของประชาชนเป็นจำนวนมาก บัดนี้ ปริมาณฝนเริ่มลดลง และสถานการณ์เริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ แต่สภาพความเสียหายจากสถานการณ์อุทกภัยจำเป็นต้องใช้ระยะเวลาในการฟื้นฟูให้กลับคืนสู่ภาวะปกติ กรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม ได้รับการประสานงานจากศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ให้ร่วมบูรณาการกับ จังหวัด อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเครือข่ายภาคประชาชน เปิดปฏิบัติการฟื้นฟูศาสนสถาน และที่อยู่อาศัย ให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยได้นำกำลังเจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ พร้อมผู้ต้องขังกองนอก เข้าพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างหนักในรอบ 50 ปี ในการเก็บกวาด ทำความสะอาดสถานที่ที่ได้รับผลกระทบ พร้อมทั้งได้จัดเตรียมถุงยังชีพ อาหารแห้ง น้ำดื่ม เพื่อมอบให้แก่ครัวเรือนผู้ประสบภัย
       พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง กล่าวว่า จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้เกิดภัยภิบัติซึ่งถือว่าเป็นภัยภิบัติที่หนักในรอบ 50 ปี  ความทุกข์ของประชาชนก็เป็นความทุกข์ของรัฐบาล การจัดโครงการในวันนี้เป็นการปฏิบัติฟื้นฟู ศาสนสถานที่อยู่อาศัยของผู้ประสบภัย ซึ่งศาสนสถานทั้งมัสยิดและวัด ถือว่าเป็นสมบัติร่วมกัน วันนี้ กรมราชทัณฑ์ร่วมกับ ศอ.บต. ได้จัดกิจกรรมในครั้งนี้ขึ้น  โดยมีการนำผู้ต้องขังมาร่วมปฏิบัติการในครั้งนี้ด้วย แม้ขณะนี้ภาพรวมสถานการณ์ระดับน้ำลดลงแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดคือจะต้องมาฟื้นฟูให้ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนกลับสู่สภาวะปกติโดยเร็ว การช่วยเหลือในครั้งนี้เป็นการช่วยเหลือเบื้องต้น ในนามของรัฐบาลจะรวบรวมข้อมูลเพื่อช่วยเหลือเยียวยา ฟื้นฟู และเร่งเข้ามาดูแลต่อไป
      สำหรับพื้นที่ของอำเภอบาเจาะ มีพื้นที่ประสบอุทกภัยเนื่องจากฝนตกหนักติดต่อกันหลายวัน ตั้งแต่วันที่ 24 - 30 ธันวาคม 2566 จำนวน 6 ตำบล 47 หมู่บ้าน ประชาชน ได้รับความเดือดร้อน 2,610 ครัวเรือน 7,558 คน ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต  สำหรับพื้นที่ ต.ปะลุกาสาเมาะ เป็นพื้นที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ 9 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับความเดือดร้อน 1,280 ครัวเรือน 3,305 คน โดยในหมู่บ้านปะลุกาแปเราะมีประชาชนได้รับความเดือดร้อน จำนวน 143 ครัวเรือน 380 คน การดำเนินการช่วยเหลือและแก้ไขปัญหา อำเภอบาเจาะ ได้ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คือเทศบาลตำบลต้นไทร และ องค์การบริหารส่วนตำบลปะลุกาสาเมาะ หน่วยกำลัง และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ได้ดำเนินการช่วยเหลือเบื้องต้น โดยการอพยพคนและทรัพย์สินจากน้ำท่วมสูง ไปอาศัยในสถานที่พักพิงชั่วคราว พร้อมได้จัดทำข้าวกล่องและแจกถุงยังชีพให้แก่ผู้ประสบภัยเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้นในขณะนี้พื้นที่ประสบภัยทั้งหมดได้คลี่คลายสถานการณ์แล้ว อยู่ในขั้นตอนของการสำรวจรายละเอียดความเสียหาย เพื่อเยียวยาและฟื้นฟู
    ในส่วนของอำเภอรือเสาะ มีจำนวน 9 ตำบล 72 หมู่บ้าน มีครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบ รวม 8,356 ครัวเรือน ประชากรสะสม 29,623 คน บ้านเรือนเสียหายทั้งหลัง 52 หลัง เสียหายบางส่วน 1,209 หลัง วัด/มัสยิดเสียหาย 13 แห่ง  โรงเรียน 19 แห่ง สะพาน/คอสะพาน 15 แห่ง ถนน 66 สาย สำหรับ ม.2 ต.บาตง มีจำนวนครัวเรือนทั้งหมด 244 ครัวเรือน 1,065 คน ได้รับผลกระทบทั้งหมู่บ้าน การให้ความช่วยเหลือด้านการดำรงชีพและปัจจัยช่วยเหลืออื่น อำเภอรือเสาะร่วมกับส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้บริหารสถานศึกษา กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และภาคประชาชนได้สนับสนุนอาหารปรุงสุก ข้าวกล่อง น้ำดื่ม ถุงยังชีพมอบให้แก่ครัวเรือนผู้ประสบภัยในพื้นที่

วันจันทร์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2567

รมว.ยุติธรรมร่วมกรมราชทัณฑ์เปิดการฟื้นฟูศาสนาสถานโรงเรียนน้ำท่วม 4 จังหวัดใต้ รวม 5 จุดพร้อมกัน

     เมื่อเวลา 13.30 น.วันที่ 1 ม.ค.67 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม และคณะ ประกอบด้วย นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ โฆษกพรรคประชาชาติ นายกูเฮง ยาวอหะซัน เลขาธิการ รมว.ยุติธรรม นายธนาวิทย์ ไชยานุพงศ์ คณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคประชาชาติ พร้อมด้วยนายสหกรณ์ เพ็ชรนรินทร์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ นายแพทย์สมหมาย บุญเกลี้ยง รอง ผอ.ศอ.บต. นายวีรพัฒน์ บุญฑริก รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส นายกูเซ็ง ยาวอหะซัน นายก อบจ.นราธิวาส และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมเปิดแผนปฏิบัติการฟื้นฟูศาสนาสถาน ที่อยู่อาศัยและโรงเรียน ที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน 5 จุด คือ ยะลา ปัตตานี สงขลาและนราธิวาส โดยผ่านระบบซูมใช้มัสยิดดารุลมุตตากีน บ้านปะลุกาแปเราะ ม.7 ต.ปะลุกาสาเมาะ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส เป็นจุดศูนย์การในการเปิดโครงการ โดยมีเจ้าหน้าที่ยุติธรรมจ.นราธิวาส เจ้าหน้าที่เรือนจำ รวมทั้งผู้ต้องขังชั้นดีที่ใกล้พ้นโทษ มาทำความสะอาด มัสยิดและโรงเรียนบ้านประชาพัฒนา ม.2 ต.บาตง อ.รือเสาะ ซึ่งรวม 2 จุด ในพื้นที่ จ.นราธิวาส ส่วนจ.ยะลา ปัตตานีและสงขลา ก็ได้แยกย้านเจ้าหน้าที่จากสังกัดดังกล่าวในการรณงค์ทำความสะอาด
    ในส่วนของพื้นที่ จ.นราธิวาส ทั้ง 2 จุด ถือว่าประสบอุทกภัยขั้นวิกฤตที่สุดของ อ.บาเจาะ และ อ.รือเสาะ โดยเฉพาะโรงเรียนประชาพัฒนา อ.รือเสาะ มีสภาวะน้ำท่วมขังสูงถึงบริเวณชั้น 2 ของอาคารโรงเรียน ซึ่งมีความสูงประมาณ 5 เมตร ทำให้อุปกรณ์การเรียนการสอน เครื่องใช้ฟ้า ห้องคอมพิวเตอร์ ได้รับเสียหายทั้งหมด ทิ้งคราบรอยดินโคลนและสื่อการเรียนการสอน เหม็นอบอวนส่งกลิ่นเหม็นอับฟุ้งไปทั่วบริเวณ โดยเฉพาะดินโคลนที่ติดภายในห้องเรียนต่างๆ มีความหนาประมาณ 4 ถึง 5 นิ้ว ซึ่งเจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลาในการตักเคลื่อนย้ายแล้ว ต้องใช้รถดับเพลิงของแต่ละ อบต.ในพื้นที่เข้ามาฉีดล้าง ซึ่งกว่าจะแล้วเสร็จแต่ละจุดต้องใช้เวลานานนับชั่วโมง
         นอกจากนี้แล้ว พ.ต.อ.ทวี รมว.ยุติธรรม และคณะ ได้แจกถุงยังชีพให้กับประชาชนที่ประสบอุทกภัยทั้ง 2 จุด ๆละ 150 ครัวเรือน เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อน โดยประชาชนที่ได้รับผลกระทบต่างซาบซึ้งในน้ำใจของตัวแทนราษฎรที่ได้เข้ารับเลือกเข้าไปทำหน้าที่ในสภา ซึ่ง พ.ต.อ.ทวี รมว.ยุติธรรม ได้กล่าวย้ำให้ประชาชนและศาสนสถานต่างๆ หากต้องการความช่วยเหลือโดยเฉพาะในช่วงสภาวะน้ำท่วมขังได้คลี่คลายกลับสู่สภาวะปกติแล้ว จึงสามารถแจ้งขอความช่วยเหลือไปได้ทางยุติธรรม จ.นราธิวาส ในทุกโอกาส
  //////////////////////////////// 
1 มกราคม 2567
นราธิวาส/ข่าว-นูอารีซ๊ะ ยะยือริ


เปิดปฐมฤกษ์ เที่ยวแรก ด่วนพิเศษ ( สปริ้นเตอร์ ) จอดสถานีรถไฟบางสะพานน้อย เชิญชวนผู้โดยสารร่วมใช้บริการ

      ผู้สื่อข่าวรายงาน วันที่1 มกราคม 2567 ที่สถานีรถไฟบางสะพานน้อย จ.ประจวบคีรีขันธ์ ขบวนรถไฟด่วนพิเศษ กรุงเทพอภิวัฒน์ สุราษฏร์ธานี และขบวนสุราษฏร์ธานี กรุงเทพอภิวัฒน์ ได้จอดรับส่งผู้โดยสารเป็นเที่ยวแรก โดยมีผู้โดยสารมาใช้บริการพอประมาณ 
    นายอารวุธ ว่องไวรุด ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 4 ต.บางสะพาน อ.บางสะพานน้อย กล่าวว่ารถไฟขบวนพิเศษเที่ยวนี้เป็นเที่ยวแรก ดังนั้นขอประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนโดยเฉพาะชาวบางสะพานน้อยที่จะเดินทางมาใช้บริการกันด้วยเหตุการรถไฟจะทดลองให้บริการจอดรับส่งผู้โดยสารที่สถานีรถไฟบางสะพานน้อยประมาณ 3 เดือน หากมีผู้ใช้บริการมากๆจะเป็นผลดีกับชาวอำเภอบางสะพานน้อย
/////////////////
ข่าว  ณัฐธภพ พันสาย  /  จ.ประจวบคีรีขันธ์  0649646443

คณะบุคคล ผู้นำท้องที่ท้องถิ่น เข้าอวยพร อดีตส.ส. บัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย

     คณะบุคคล ผู้บริหารท้องถิ่น ผู้นำท้องที่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และหน่วยงานต่างๆ นำกระเช้าของขวัญเข้าอวยพร นายสวาป เผ่าประทาน อดีต สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบระบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย 
    เนื่องในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ ประจำปี 2567 ที่บ้านพัก โดยมี น.ส.มาเรีย เผ่าประทาน อดีต ผู้สมัคร สส.เขต 3 ประจวบคีรีขันธ์ พรรคภูมิใจไทย และ นายพงษ์พันธ์ เผ่าประทาน นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลทับสะแก พร้อม ครอบครัว ให้การต้อนรับ
/ณัฐธภพ พันสาย  /  จ.ประจวบคีรีขันธ์  0649646443

สวนนงนุชพัทยา ต้อนรับวันปีใหม่ 2567 จัดพิธีทำบุญตักบาตรพระ 9 วัด 19 รูป และนำน้องช้าง 9 เชือกร่วมพิธี

     วันนี้เวลา 07.00 น. นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา นางสาวนันทนา ตันสัจจา กรรมการบริหาร พร้อมคณะผู้บริหาร พนักงาน นักท่องเที่ยว และช้างแสนรู้ จำนวน 9 เชือก ร่วมกันทำบุญตักบาตร เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ประจำปี 2567 ซึ่งมีผู้มาร่วมใส่บาตรเป็นจำนวนมาก
         สวนนงนุชพัทยาได้จัดพิธีทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งแก่พระสงฆ์จำนวน 19 รูป จาก 9 วัด ซึ่งเดินทางมารับบิณฑบาต ณ สวนนงนุชพัทยา จ.ชลบุรี ซึ่งกิจกรรมนี้ถูกจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด เพื่อให้ผู้ที่เดินทางมายังสวนนงนุชพัทยาร่วมทำบุญตักบาตร เพื่อความเป็นสิริมงคลได้รับสิ่งดีๆในวันเริ่มต้นของปี  
       หลังจากนั้นทางพระครูปลัดวินัยทีรปัญโญ  เลขานุการรองเจ้าคณะจังหวัดชลบุรีผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดเทพประสาท(วัดเตาถ่าน)ได้ประพรมน้ำมนต์ ให้แก่ผู้ที่มาร่วมทำบุญตักบาตร     รวมถึงน้องช้างทั้ง 9 เชือก ในครั้งนี้เพื่อเป็นสิริมงคลของตัวเองและครอบครัวอีกด้วย ภายในสวนนงนุชพัทยายังมีกิจกรรมที่น่าสนใจอีกมากมายไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยี่ยมชมในช่วงเทศกาลวันหยุดยาว โดยเปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 8.00-17.30 น.

ป.ป.ส. ประสานลาวจับนักค้ายาเสพติดรายสำคัญ ค่าหัว 1 ล้านบาท

   วันที่ 31 ธันวาคม 2566 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และ พล.ต.ท. ภาณุรัตน์ หลักบุญ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รักษาราชการแทน เลขาธิการ ป.ป.ส. เผยถึง ผลความร่วมมือระหว่าง ไทย และ สปป.ลาว ในการจับกุมผู้ต้องหายาเสพติดรายสำคัญ ค่าหัว 1 ล้านบาท มีบทบาทสำคัญในการขนส่งยาเสพติดในภูมิภาค โดย สปป.ลาว เตรียมส่งตัวผู้ต้องหาให้ สำนักงาน ป.ป.ส. เพื่อนำมาดำเนินคดี

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า ภายหลังการประชุมทวิภาคีไทย – สปป.ลาว เรื่องความร่วมมือด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ครั้งที่ 19 เมื่อเดือนกันยายน 2566 ที่ผ่านมา ระดับความร่วมมือระหว่างสองประเทศมีการพัฒนาดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2566 ความร่วมมือระหว่างกันนำไปสู่การยึดยาบ้า 14,850,000 เม็ด ที่นครเวียงจันทร์ซึ่งเตรียมนำส่งข้ามชายแดนเข้าไทยทางด้านจังหวัดหนองคาย และจับผู้ต้องหา 5 คน โดยเป็นชาวลาว 4 คนและชาวไทย 1 คน และเป็นที่น่ายินดีว่าเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2566 สำนักงาน ป.ป.ส. ได้ร่วมกับหน่วยภาคีสามารถขยายผลจับผู้กระทำผิดในไทยได้เพิ่มอีก 2 คน ขณะหลบหนีไปซุกซ่อนตัวในพื้นที่ จ.สงขลา มาดำเนินคดีตามความผิดที่ได้ก่อขึ้นต่อไป

 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวต่อว่า ผลจากความร่วมมือระหว่างสองประเทศเกิดขึ้นอีกครั้ง หลังจากเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2566 พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รักษาราชการแทน เลขาธิการ ป.ป.ส. เดินทางไปพบ พลตรี คำกิ่ง ผุยหล้ามะนีวง รองรัฐมนตรีกระทรวงป้องกันความสงบ/หัวหน้ากรมใหญ่ตำรวจ สปป.ลาว เพื่อหารือความร่วมมือในการดำเนินการกับ 48 ผู้ต้องหารายสำคัญชาวไทยและชาวต่างชาติ ที่หลบหนีหมายจับในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดจากไทยมาอาศัยใน สปป.ลาว และยังคงเคลื่อนไหวค้ายาเสพติดอยู่อย่างต่อเนื่อง ก่อให้เกิดผลกระทบจากปัญหายาเสพติดขึ้นในทั้งสองประเทศ  

โดยในวันที่ 28 – 29 ธันวาคม 2566 สำนักงาน ป.ป.ส. ประสานงานและร่วมกับกรมตำรวจสกัดกั้นและต้านยาเสพติด สปป.ลาว จับ MR.ONG GIM WAH (นายอ่อง กิม วาห์) สัญชาติมาเลเซีย อายุ 39 ปี ผู้ต้องหารายสำคัญตามหมายจับศาลอาญา ที่ 358/2566 ลงวันที่ 28 สิงหาคม 2566 ซึ่งทางการ สปป.ลาว ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาดังกล่าวและอยู่ระหว่างดำเนินกระบวนการส่งมอบตัวให้สำนักงาน ป.ป.ส. เพื่อนำมาดำเนินคดีต่อไป 
     พล.ต.ท. ภาณุรัตน์ หลักบุญ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รักษาราชการแทน เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวเพิ่มเติมว่า สำนักงาน ป.ป.ส. ทำการสืบสวนติดตามพฤติการณ์ นายอ่อง กิม วาห์ มาตั้งแต่ปี 2549 จนกล่าวได้ว่า นายอ่อง กิม วาห์ เป็นอาชญากรข้ามชาติรายสำคัญ โดยเป็นนักค้ายาเสพติดที่มีบทบาทเป็นผู้จัดหาและติดต่อประสานงานในการค้ายาเสพติดจากพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ โดยร่วมกับเครือข่ายนักค้ายาเสพติดชาวไทย มาเลเซีย จีน สิงคโปร์ และ สปป.ลาว ประการสำคัญ นายอ่อง กิม วาห์ นอกจากใช้ไทยเป็นแหล่งฟอกเงินแล้ว ยังใช้เป็นช่องทางและเส้นทางในการลักลอบลำเลียงยาเสพติดผ่านไทยไปยังประเทศที่สาม เช่น มาเลเซีย ไต้หวัน ออสเตรเลีย เป็นต้น สำหรับการจับตัวนาย อ่อง กิม ว่าห์ ได้ในครั้งนี้เป็นผลจากการสืบสวนอย่างต่อเนื่องและการประสานงานกันอย่างใกล้ชิดระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของไทย มาเลเซีย และ สปป.ลาว  

โดยตั้งแต่ปี 2561 ถึงปัจจุบัน มีการจับผู้กระทำผิดและยึดยาเสพติดในเครือข่ายของนายอ่อง กิม วาห์ ในไทยและมาเลเซีย รวม 11 คดี ผู้ต้องหา 35 คน ยาเสพติดของกลาง ไอซ์ 4.4 ตัน เฮโรอีน 493 กิโลกรัม และโคเคน 12 ตัน ซึ่งคดีส่วนใหญ่เกิดขึ้นที่มาเลเซีย ทั้งนี้ทางการมาเลเซียได้ยึดทรัพย์สินของเครือข่ายนายอ่อง กิม วาห์ ทั้งสังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์กว่า 320 รายการ รวมมูลค่าประมาณ 418 ล้านริงกิตมาเลเซีย และกำลังดำเนินการตรวจยึดบริษัทของบุคคลในเครือข่ายอีก 8 แห่งต่อไป
     สำหรับคดีที่เกิดขึ้นในไทยและนำไปสู่การออกหมายจับนายอ่อง กิม ว่าห์ ในครั้งนี้ คือเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2566 สำนักงาน ป.ป.ส. ร่วมมือกับกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด, หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ (SEAL) และชุดปฏิบัติการพิเศษ กองทัพเรือ กองบัญชาการกองทัพไทย และศูนย์รักษาความปลอดภัย (ศรภ.) จับผู้ต้องหา 7 คน ยึดไอซ์ 998 กิโลกรัม ที่ จ.ราชบุรี จากการข่าว การสืบสวนและการสอบสวนได้พยานหลักฐานว่านาย อ่อง กิม ว่าห์ เป็นตัวการสำคัญผู้อยู่เบื้องหลัง จึงได้มีการขออนุมัติศาลออกหมายจับเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2566 และปรากฏข้อมูลว่านายอ่อง กิม วาห์ ได้หลบหนีไปอาศัยอยู่ใน สปป.ลาว ต่อมาวันที่ 5 ตุลาคม 2566 ได้ตรวจค้นสถานที่ 8 แห่งที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดใน 4 จังหวัดคือ กทม. จ.ตราด จ.เชียงราย และ จ.ชลบุรี ทำการยึดอายัดทรัพย์สิน อาทิเช่น ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง 1 แปลง คอนโดมิเนียม 2 ห้อง เรือยอร์ช 3 ลำ รถยนต์ 2 คัน รถจักรยานยนต์ 3 คัน อาวุธปืนสั้น 1 กระบอก อาวุธปืนยาว 2 กระบอก เงินสด 275,000 บาท อายัดเงินในบัญชีธนาคาร 10 บัญชี ยอดเงิน 1,542,080 บาท และทรัพย์สินอื่น รวมมูลค่ากว่า 85 ล้านบาท 
      การสืบสวนจนกระทั่งจับตัวนายอ่อง กิม วาห์ ได้ในครั้งนี้ ถือได้ว่านอกจากเป็นความสำเร็จในการจับได้ตัวการสำคัญหรือผู้บงการอยู่เบื้องหลังของเครือข่ายการค้ายาเสพติดข้ามชาติแล้ว ยังเป็นความสำเร็จอันเกิดจากความร่วมมือกันของนานาประเทศที่ได้รับผลจากการค้ายาเสพติดของเครือข่ายนี้ เพราะแน่นอนว่ายาเสพติดที่เครือข่ายนี้ส่งไปยังประเทศปลายทาง ย่อมแพร่กระจายไปทำลายประชากรในประเทศนั้น ๆ และก่อให้เกิดปัญหาอื่น ๆ ตามมาอีกมากมาย จึงต้องขอขอบคุณเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายทุกหน่วยงานทั้งภายในและนอกประเทศที่ได้ร่วมมือกัน ทุ่มเทกำลังกายและกำลังใจในการปฏิบัติงาน 

พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ กล่าวในตอนท้ายว่าตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในการลดความรุนแรงของปัญหายาเสพติดลงให้ได้ภายใน 1 ปี สำนักงาน ป.ป.ส. และทุกหน่วยงานภาคีพร้อมที่จะร่วมกันดำเนินการให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม และสำหรับปฏิบัติการครั้งนี้ถือเป็น 1 ใน 10 ข้อสั่งการที่ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี มอบไว้ให้เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2566 คือการดำเนินนโยบายต่างประเทศเชิงรุก และเพิ่มประสิทธิภาพในการสกัดกั้นยาเสพติดตามแนวชายแดนให้ครอบคลุม การยกระดับการปราบปรามทำลายโครงสร้างเครือข่ายการค้ายาเสพติดระดับต่าง ๆ สำนักงาน ป.ป.ส. พร้อมที่จะดำเนินการทุกวิถีทางที่ลดปัญหายาเสพติดให้ได้ภายใน 1 ปี และหากมีเบาะแสยาเสพติดสามารถแจ้งได้ที่สายด่วน 1386 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สุพรรณบุรี พุทธศาสนิกชนร่วมสวดมนต์ข้ามปีต้อนรับปีใหม่แน่นวัด

         ที่วัดป่าเลไลยก์วรวิหาร อ.เมืองสุพรรณบุรี นายณัฐภัทร สุวรรณประทีป ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี ข้าราชการ พุทธศาสนิกชน ร่วมสวดมนต์ข้ามปี ที่หน้าวิหารหลวงพ่อโตย เจ้าหน้าที่อัญเชิญโคมไฟพระฤกษ์และน้ำพระพุทธมนต์เข้าสู่พระวิหารหลวงพ่อโต ประธานในพิธีต่อไฟพระฤกษ์ประทานของสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ถวายประธานฝ่ายสงฆ์ พระธรรมพุทธิมงคล ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 14 และเจ้าอาวาสวัดป่าเลไลยก์วรวิหาร พระสงฆ์และผู้เข้าร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์ สวดนพเคราะห์ เพื่อความเป็นสิริมงคล พร้อมรับฟังการบรรยายธรรม เจริญจิตภาวนา จนถึงเวลา 00.00 น.
พระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถาประพรมน้ำพระพุทธมนต์ ต้อนรับปีใหม่ เพื่อความเป็นสิริมงคล ซึ่งชาวสุพรรณบุรีจะถือฤกษ์ต้องไปไหว้พระขอพรหลวงพ่อโต วัดป่าเลไลยก์ เป็นวัดแรกวันขึ้นปีใหม่และร่วมสวดมนต์ส่งท้ายปี ที่หน้าวิหารหลวงพ่อโต เพื่อช่วยให้จิตเป็นสมาธิ มีสติ และปัญญา ลดความเสี่ยงจากอบายมุข อุบัติเหตุ และสิ่งชั่วร้าย เป็นการเริ่มต้นชีวิตด้วยสิ่งที่เป็นมงคล จะส่งผลให้ได้พบสิ่งที่เป็นมงคลแก่ชีวิตตนและบริวารตลอดทั้งปี 
      ช่วงวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ "สวดมนต์ข้ามปี 2567" ถือเป็นกิจกรรมที่ช่วยเสริมสิริมงคล และได้รับอานิสงส์จากการปฏิบัติบูชา อามิสบูชาอย่างสมบูรณ์ การสวดมนต์ข้ามปี ถือเป็นประเพณีที่ชาวไทยปฏิบัติสืบต่อกันมาตั้งแต่โบราณ มีมาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ที่เคยประกอบพิธีสวดมนต์ปีใหม่ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ หรือ ปีใหม่ไทย โดยคืนก่อนสิ้นปีพระสงฆ์และประชาชนจะร่วมกันสวดมนต์บทมหาสมัยสูตร จากนั้นเมื่อถึงเวลาเที่ยงคืน จึงสวดบทชัยมงคลคาถา การสวดมนต์นั้นสามารถสวดได้ทุกวัน ทุกเทศกาล การสวดมนต์เป็นประจำจะเป็นคนที่มีจิตใจให้อ่อนโยน สงบเย็น จิตใจสงบ มีสมาธิปัญญา สำหรับปีนี้มีพุทธศาสนิกชน ร่วมพิธีสวดมนต์ข้ามปีกว่า 4,000 คน 
//ภัทรพล พรมพัก   สุพรรณบุรี //

นักท่องเที่ยวเก็บความประทับใจ "แสงสุดท้าย" ริมอ่าวพัทยา

      เย็นวันที่ 31 ธ.ค.66 มีรายงานว่า ประชาชนและนักท่องเที่ยวจำนวนหนึ่ง ได้ไปจับจองพื้นที่บริเวณประภาคารท่าเทียบเรือท่องเที่ยวพัทยา (บาลีฮาย) จ..ชลบุรี รวมทั้งพื้นที่โดยรอบ เพื่อรับชมความงดงามของทัศนียภาพช่วงพระอาทิตย์ตกดิน
      ทั้งนี้ เนื่องด้วยสภาพอากาศโดยรวมในเมืองพัทยาช่วงนี้ค่อนข้างดี ทำให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวพาครอบครัวและบุตรหลานออกมาพักผ่อนกันเป็นจำนวนมาก และบริเวณแหลมบาลีฮายถือเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมในการรับชมบรรยากาศเวิ้งอ่าวพัทยาที่มีความสวยงาม
ประกอบกับยังเป็นพื้นที่สำหรับเดินทางข้ามฝั่งไปยังเกาะล้านส่งผลให้บรรยากาศการท่องเที่ยวเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนและนักท่องเที่ยวเดินทางมายังบริเวณท่าเทียบเรือแหลมบาลีฮายเป็นจำนวนมากในวันส่งท้ายปีเก่าเช่นกัน
/เก่ง ณ สงขลา รายงาน/